วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

ศาสนาพุทธจะล่มสลาย เพราะชาวพุทธ(ถูกยุให้)แตกกันเอง ????

ไม่รู้ทำไมพอผมอ่านบทความนี้จบ  สิ่งที่นึกถึงสิ่งแรกเลยคือภาพคนไทยที่เป็นชาวพุทธ กำลังทะเลาะกัน...  และยิ่งเห็นผู้ใหญ่บ้านเมืองตอนนี้ไม่สนับสนุนงานพระพุทธศาสนาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา... ฤาว่าศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของเหล่าท่านผู้นำเริ่มเสื่อมสลายไป  จึงไม่คิดใยดีว่าพระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะอยู่ หรือจะล่มสลายไปเหมือนหลายประเทศที่เคยเป็นอดีตเมืองพุทธ!!!!
    บทความที่ผมนำมาลงนี้ ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใด  แต่ด้วยยุทธวิธีการขยายอาณาจักรที่ หากไม่พิจารณาดีๆ ก็ไม่รู้ ....
    การยึดเมืองๆหนึ่ง โดยอาศัยพลเมืองของเมืองนั้นเอง  เหมือนน้ำเซาะทราย  เอาผลประโยชน์มาเป็นตัวล่อ กว่าที่คนในประเทศจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว...


ประวัติศาสตร์โลก:อังกฤษใช้เวลา100ปียึดครองอินเดียสำเร็จ เพราะการทรยศของคนในรัฐ


     …ราชวงศ์โมกุลหลังพระเจ้าออรังเซบเสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็ว ประเทศราชและเขตปกครองต่างๆ ของโมกุลทยอยแยกตัวเป็นอิสระ จนเมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 18 เขตปกครองของกษัตริย์โมกุลหดเหลือเพียงพื้นที่รอบนครเดลีเท่านั้น ชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสนี้เร่งขยายอำนาจและยึดครองพื้นที่ในอินเดีย เพื่อแปลงแคว้นต่างๆ ในอินเดียให้เป็นอาณานิคมและรัฐในอารักขาที่อยู่ใต้การปกครองของตน

     อังกฤษได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก เพื่อทำการค้ากับดินแดนต่างๆ ในทวีปเอเชียตั้งแต่ปี ค.ศ.1600 อังกฤษได้ก่อตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกเมื่อปี 1611 ต่อมาได้ตั้งที่มั่น 3 แห่งขึ้นตามชายฝั่งของอินเดียคือ มัดราส (ค.ศ.1639) บอมเบย์ (ค.ศ. 1668) และกัลกัตตา (ค.ศ.1698) แล้วใช้ที่มั่นทั้งสามแห่งนี้ขยายการค้าและอิทธิพลทางการเมืองในอินเดีย

     ส่วนฝรั่งเศสได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกเมื่อปี 1664 และตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกในปี 1668 ต่อมาก็ได้สร้าง พอนดิเชอร์รี ขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าการปกครองของตนในอินเดียเมื่อปี 1674

     แม้ฝรั่งเศสจะเข้ามาอินเดียหลังชาติยุโรปอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นประเทศตะวันตกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอินเดียในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนเป็นที่ริษยาแก่ชาติยุโรปอื่นโดยเฉพาะอังกฤษ

     อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นคู่ปรับที่แข่งขันกันล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18 อินเดียเป็นสมรภูมิแข่งขันที่สำคัญแห่งหนึ่งของสองประเทศนี้ ฝรั่งเศสเริ่มรับสมัครชาวอินเดียจัดตั้งเป็นกองทหารรับจ้าง แล้วใช้กองทหารนี้แทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างๆ ในภาคใต้อินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ.1742 อังกฤษได้จัดตั้งกองทหารรับจ้างตามอย่างฝรั่งเศสและเข้าขัดขวางการขยายอำนาจของฝรั่งเศส ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ได้นำไปสู่สงครามคาร์เนติกสามครั้งในปี 1746-1748, 1749-1754 และ 1756-1763

     ผลของสงครามปรากฏว่าฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงยอมยุติบทบาทของตน ปล่อยให้อังกฤษเป็นฝ่ายขยายอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในอินเดีย

     อังกฤษเริ่มทำสงครามขยายอำนาจในอินเดียด้วยการเอาชนะนาวาบ (ผู้ว่าการ) แห่งเบงกอลที่พลาสซีย์เมื่อปี ค.ศ.1757 จากนั้น ได้ทำสงครามยึดครองเบงกอล (ค.ศ.1763-1764 ) สงครามไมซอร์สี่ครั้ง (ค.ศ.1767-1769 , 1780-1784 , 1790-1792 , 1799) สงครามมาราทาสามครั้ง (ค.ศ.1775-1782 , 1803-1805 , 1817-1818) สงครามซินด์ (ค.ศ.1843) และสงครามซิกข์สองครั้ง (ค.ศ.1845-1846 , 1848-1849)
รวมใช้เวลาเกือบร้อยปี จึงยึดครองดินแดนอินเดียได้ทั้งหมด

     การที่อังกฤษสามารถเอาชนะอินเดียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีประชากรมากกว่าตนถึงสิบเท่าได้นั้น เป็นเพราะอินเดียขณะนั้นแตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย รัฐต่างๆ ยังมีเรื่องขัดแย้งกัน และเกิดสงครามติดพันกันตลอดเวลา อังกฤษจึงสามารถเลือกเป้าโจมตีได้ตามใจชอบ บางครั้งยังดึงรัฐอื่นเป็นพันธมิตรมาโจมตีอีกรัฐหนึ่ง

    อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก]]อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก รัฐจำนวนมากประสบความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษเพราะการทรยศของคนในรัฐนั้นเอง

     อังกฤษยังมีวิธีแยบยลในการแก้ปัญหากำลังทหารไม่เพียงพอกับการขาดแคลนงบประมาณทางทหาร อังกฤษรับสมัครชาวอินเดียมาเป็นทหารรับจ้างจำนวนมาก เมื่ออังกฤษรบชนะรัฐใดหรือบีบให้รัฐใดยอมจำนน อังกฤษจะทำสัญญาให้รัฐนั้นยินยอมให้ตนส่งทหารมาตั้งประจำและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทหารเหล่านั้น สำหรับบางรัฐจะทำสัญญาให้มีหน้าที่ส่งทหารจำนวนตามที่ระบุมาช่วยรบเมื่ออังกฤษต้องการ

     ดังนั้น จึงเท่ากับอังกฤษใช้คนของอินเดียและเงินของอินเดียมายึดครองอินเดีย โดยใช้กำลังคนจากอังกฤษน้อยมาก และแทบไม่ต้องใช้เงินงบประมาณโดยตรงจากอังกฤษ…


ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. – 27 ก.ย. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (9)

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

พระธรรมาจารย์ซุยยวิ๋น พระผู้ทรงธรรมมีมหาเมตตา แม้จะโดนทำร้ายแทบปางตาย

พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น 虚云老和尚(ค.ศ.1840-1959)  พระเถระนักปฏิบัติธรรม ผู้มีอายุถึง 118 ปี

          ท่านเคยเดินธุดงค์ข้ามประเทศ และภาวนาเข้าฌานสมาบัติยาวถึง  ๙ วันบ้าง ๑๘ วันบ้าง และท่านยังเคยเดินทางมาทำภาวนาที่เมืองไทย  ในคราวนี้ขอนำเสนอ เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน  ที่คล้ายๆ พระโมคัลลานะ คือถูกทำร้าย  จึงแปลบ่างส่วนของบทความคร่าวๆที่ได้จากห้องเรียนอ.เจินเจิน มาฝาก ว่าพระเถระท่านได้ผ่านชีวิตในยุคคอมมิวนิสต์นั้นอย่างไร 




          พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ เมื่อท่านอายุราว ๔๐ ปี  ท่านได้กระทำการสักการะพระพุทธเจ้าด้วยการ เดิน ๓ ก้าว กราบ ๑ ครั้ง เหมือนที่ชาวทิเบตทำ จากภูเขาผู่ถัว ถึง ภูเขาอู่ไถ  เพื่อเป็นการทดแทนคุณบุพการี  ในช่วงที่ท่านนั่งเข้าฌานสมาบัติ บนภูเขาสูงเป็นครั้งแรกนั้น  ขณะที่ท่านกำลังต้มมันเพื่อฉันเป็นอาหาร ระหว่าที่รออยู่นั้นท่านได้ทำสมาธิรอ แต่ปรากฏว่า  แม้อากาศบนภูเขาในขณะนั้นจะหนาว แต่ท่านกลับทำสมาธิรวดเดียว โดยไม่ลืมตาเลยเป็นเวลาถึง ๑๘ วัน  ซึ่งเมื่อพระเพื่อนของท่านมาเยี่ยมในวันตรุษจีนจึงได้พบท่านนั่งทำ สมาธิอยู่จึงได้เรียกชื่อท่าน ท่านซุยยวิ๋นจึงออกจากสมาธิและทราบว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง๑๘ วัน  อีกครั้งท่านได้เดินทางมาที่ประเทศไทยและได้เข้าฌานสมาบัติ ๙  วัน ปรากฎว่าหลังจากนั้นท่านก็ไม่สามารถขยับตัวได้เป็นเวลาหลายวัน  ท่านจึง ภาวนาถึงพระมหากัสสปะ  ในคืนนั้นท่านฝันถึงพระภิกษุผู้สูงอายุรูปหนึ่ง  โดย ในฝันได้พระภิกษุรูปนั้นบอกท่านว่าอย่าอยู่ห่างจากจีวรและบาตร จงเอาจีวรและบาตรเป็นหมอน ทุกอย่างจะดีเอง  ต่อมาไม่นาน ท่านจึงกลับมาขยับตัวได้  และท่านได้เข้าฌานสมาบัติอีกครั้งเมื่อบั้นปลาย ชีวิต



          เมื่อท่านอายุ ๑๑๒ ปี เป็นช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ที่คอมมิวนิสต์มีความต้องการทำลายศาสนาและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เต๋า ขงจื้อ หรือแม้แต่พุทธศาสนา  ในช่วงนั้นพระลูกวัดท่านจำนวน ๒๖ รูปถูกจับกุมและโดนทำร้าย ท่านจึงได้เข้าฌานสมาบัติโดยล็อกห้อง  ไม่มีการส่งอาหารและน้ำ  ในห้องมืด ที่เหมือนถ้ำที่มืดทั้งกลางวันและกลางคืน  เมื่อผ่านไปสามวัน  พวกเรดการ์ด (อาสาสมัครเพื่อพรรคคอมมิวนิสต์) ๑๐ คนได้พังประตู และเข้าไปทำร้ายร่างกายท่าน  ด้วยไม้และเหล็ก  และลากท่านมาทำร้ายต่อที่ พื้น แม้ว่าท่านจะโดนทำร้ายสักกี่ครั้ง  ตัวของท่านจะกลับไปสู่ท่านั่งสมาธิและ หลับตาเสมอ  วันนั้นพวกเรดการ์ดได้ทุบตีท่านถึง ๔ ครั้ง จนคิดว่าท่านคงเสียชีวิตแล้ว จึงเดินทางกลับไป  พอตกค่ำท่านซุยยวิ๋นจึงพยายามพยุงตัวขึ้นมาบนเตียงและ กลับมาสู่ท่านั่งสมาธิอีกเหมือนเดิมในวันที่ ๕ พวกเรดการ์ดเข้ามาเห็นท่านยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิ  จึงลากท่านลงมาที่ พื้น  แล้วรุมกระทืบท่าน เมื่อพวกนั้นกลับไป  อุปัฏฐากได้พยุงท่านขึ้นบนเตียงอีกครั้ง ในเช้าวันที่ ๑๐ ท่านได้เปลี่ยนท่านั่ง  เป็นท่าศรีไสยาส  เมื่อใกล้เช้าวันที่ ๑๑ อุปัฏฐากได้ยินเสียงครางของพระเถระ จึงพยุงและบอกว่าท่านได้อยู่ในสมาธิกี่วัน  พระเถระได้เล่าว่าในช่วงเข้า สมาบัติในสมาธิ ท่านได้ไปฟังธรรมที่ชั้นดุสิต  ซึ่งท่านได้เล่ารายละเอียดอีกมากมายถึง เรื่องที่ท่านไปฟังธรรมกับพระศรีอริยเมตไต ที่สวรรค์ชั้นดุสิตเขตใน (จะนำมาแบ่งปันคราวต่อไปหากสนใจ) 




          ในช่วงหนึ่งที่พวกเรดการ์ดกลับมา แล้วเห็นท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกนั้นเริ่มประหลาดใจและเกิดความกลัวขึ้นในใจ  หนึ่งในทีมเรดการ์ดจึงพูด ถามพระลูกวัดว่า ทำไมพระเถระจึงยังไม่ตาย  พระรูปนั้นได้ตอบกลับมาว่า

“ พระเถระผู้ชราได้ทนทุกขทรมาน และจะไม่ตาย  ไม่เอาความ แม้ว่าพวกเธอจะกระทำท่านหนักสักเพียงใด 
เพื่อเป็นการให้พรพวกเธอและเพื่อสักวันพวกเธอจะได้กลับใจ ”  


         ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นเพื่อโปรดสัตว์ผู้ไม่รู้ ให้ได้มีโอกาสกลับใจไม่กล้าที่จะทำบาปอีก  นอกจากนั้นหากท่านมรณภาพด้วย ฝีมือของคนเหล่านี้ จะทำให้ผู้ที่ทำร้ายท่านมีบาปหนักติดตัวไป เพราะได้ฆ่าพระภิกษุผู้ทรงศีล ทรงธรรม  จึงเห็นได้ว่าท่านซุยยวิ๋นเป็นพระเถระผู้มีความเมตตาอย่างไม่มี ประมาณ 

         จะเห็นได้ว่าปัจุบันสังคมไทยเริ่มมีการใช้วาจาจาบจ้วงพระภิกษุ โดยไม่รู้เลยว่าพระเหล่านั้น  ท่านเป็นผู้ทรงศีล  ทรงธรรมขนาดไหน  และด้วย ความเมตตา ท่านจึงนิ่ง ไม่ตอบโต้ และกระทำศาสนกิจของพระภิกษุต่อไป แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ผู้ที่ไม่รู้ว่าผลจากการพูดจาจาบจ้วงพระภิกษุผู้เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย นั้นมีผลร้ายแรงเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีที่ประเทศของพวกเราก้าวยังไปไม่ถึงประเทศที่เป็น คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการเต็มใบ  หรือถ้าถึงวันนั้นจริงๆ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คงต้องฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ทุกคน

อ้างอิงจากบทความวิชาการ Prof.Huimin Bhikksu, An Inquiry into master Xuyun’s experience of long dwelling in samādhi, Chung-Hua Buddhist Journal, Vol22, 45-68.

สามารถรับชมสารคดีรายละเอียดของท่านได้ในยูทูปด้านล่าง
https://www.youtube.com/watch?v=8trXO37lo6A

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วจีกรรมออนไลน์ โทษหนักแบบนึกไม่ถึง

ไปอ่านเจอมา คือไม่นึกว่าวจีกรรมบนโลกออนไลน์จะมีผลกรรมหนักขนาดนี้ บุญ/บาปทางอินเทอร์เน็ต โดยคุณดังตฤณ ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์น็ต โดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่ ? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน ตอบ – ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่า ใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น เรียกว่า ‘มโนกรรม’ สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันที ที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้ว ยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ ตัวอย่างเช่น คุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆ ว่า ‘ภาษา’ นั่นเอง คือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์ ฉะนั้น คุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆ ที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆ คน เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ บอกได้เลยครับว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร ? เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆ ว่า ‘ไอ้โง่’ ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ‘ไอ้โง่’ ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้ ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ กระดิกนิ้วง่ายๆ ไม่กี่ที ผล (กรรม) อาจใหญ่หลวงยิ่งกว่า พยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆ อาทิตย์เสียอีก หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ

ว่าด้วยเรื่องของมาร ๕ ฝูง

ในชีวิตของคนเรา อาจเคยเจอะเจอมารผจญกันมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่ายังไม่ครบทั้ง 5 ฝูงแน่ๆเลยค่ะ เว้นมัจจุมารไว้สักฝูงนึงก่อนนะคะ แล้วมารฝูงที่เหลือ เพื่อนสมาชิกเวลาต้องประสบพบเจอมาร ใช้อะไรเป็นตัวช่วยให้เราพ้นวิกฤตมารผจญในตอนนั้นคะ งานหลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการสั่งสมบุญบารมี ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ที่คอยบังคับบัญชาให้เราต้องคิดผิด พูดผิด และทำผิด หลงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกล ตราบใดที่เรายังเอาชนะกิเลสในตัวไม่ได้ ก็ยังชื่อว่าตกอยู่ในความประมาท ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของหมู่มารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร

การที่เราฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะทำตนให้หลุดพ้นจากมารร้ายต่างๆ เหล่านี้ แล้วมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คืออายตนนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ พระกาติยานเถระ กล่าวธรรมภาษิตไว้ใน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ว่า "ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลมได้ เหมือนเถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไป ฉันใด ท่านก็จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น แล้วกำจัดมาร ผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ฉันนั้นเถิด เมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย จะเป็นผู้มีความเย็น รอคอยเวลานิพพานในอัตภาพนี้ทีเดียว"

 มาร คือผู้ขวางความดี ขัดขวางหนทางของการสร้างบารมี คอยล้างผลาญทำลายความดีของมนุษย์ แล้วชักนำให้คนกระทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล พอกพูนอาสวกิเลสให้หนาแน่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ขวางกั้นไว้ไม่ให้ทำความดีได้เต็มที่ ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏได้ยาก ในศาสนาต่างๆ มีการเรียกชื่อและให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องมารเอาไว้มากมาย ในทางพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ว่า มีอยู่ ๕ ประเภทด้วยกันคือ ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ ๕ ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ชื่อว่าเป็นมารร้ายทีเดียว เพราะบางครั้งก็ทำความลำบากให้กับเรา เช่น เมื่อตัวร้อนเป็นไข้ ปวดหลัง ปวดท้อง ปวดฟัน และโรคต่างๆ สารพัด แทนที่เราจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่นี้ไปกับการสั่งสมความดีให้เต็มที่ ก็ต้องเสียเวลาไปกับการเยียวยารักษาบริหารขันธ์ กิเลสมาร

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

หลักฐาน นิพพานคือเมืองแก้ว จากพระไตรปิฏก

ดูก่อนมหาบพิตร เสียงที่ ๘ เป็นเสียงเปล่งอุทาน คือ
ที่เงื้อมภูเขานันทมูลกะ พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งว่า อายุสังขารของตนจะสิ้นแล้ว จึงคิดว่าจักไปแดนมนุษย์ ปรินิพพานในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี พวกมนุษย์จักเผาศพเรา จักเล่นสาธุกีฬา บูชาธาตุบำเพ็ญทางสวรรค์ ดังนี้ แล้วเหาะมาด้วยฤทธานุภาพ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ โดยปลงขันธภาระเปล่งอุทานแสดงเมืองแก้วคือนิพพาน ดังนี้
แล้วกล่าวคาถาที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ ความว่า :-
เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว
อ้างถึง
อ้างอิงพระไตรปิฏก....http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1129

เมื่อหลวงปู่ปานให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนธรรมกาย

  หลวงพ่อสดท่านยืนยันเอาจริงเอาจังเรื่องนิพพานไม่สูญ ต่อมาท่านก็สงเคราะห์ ท่านแนะนำวิธีการของท่าน ทุกคนก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพานมีจริง เห็นนิพพานเป็นแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ พระที่นิพพานทั้งหมด เป็นแก้วหมด แต่ไม่ใช่แก้วปั้น เป็นแก้วเดินได้ คือแพรวพราวเหมือนแก้ว

เมื่อหลวงปู่ปานให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำไปเรียนธรรมกาย
อาตมาเองก็เป็นคนงมงายมาก่อน ในกาลก่อนใครพูดเรื่องนิพพานไม่เชื่อ นิพพานมีสภาพสูญ เขาว่าอย่างนั้น
ต่อมา หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นอาจารย์ ท่านเห็นว่า เรามีสันดานชั่วละมั้ง ก็ส่งให้ไปหา หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ไปเรียนกับหลวงพ่อสดประมาณ ๑ เดือน ก็ทำได้ตามสมควร เรียกว่าพื้นฐานมีอยู่แล้ว
ต่อมาวันหนึ่งประมาณเวลา ๖ ทุ่มเศษ หลังจากทำวัตรสวดมนต์ เจริญกรรมฐานกันแล้ว หลวงพ่อสดท่านก็คุยชวนคุย คนอื่นเขากลับหมด ก็อยู่ด้วยกันประมาณ ๑๐ องค์ วันนั้น ท่านก็บอกว่า ฉันมีอะไรจะเล่าให้พวกคุณฟัง คือ พระที่ไปถึงนิพพานแล้ว มีรูปร่างเหมือนแก้วหมด ตัวเป็นแก้ว เราก็นึกในใจว่าหลวงพ่อนี่ไปมากแล้ว นิพพานเขาบอกว่ามีสภาพสูญ แล้วทำไมจะมีตัวมีตน
แล้วท่านก็ยังคุยต่อไปว่า นิพพานนี้เป็นเมือง แต่ว่าเป็นทิพย์พิเศษ เป็นทิพย์ที่ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก มีพระอรหันต์มากมาย คนที่ไปนิพพานได้ เขาเรียกว่า พระอรหันต์ จะตายเมื่อเป็นฆราวาส จะตายเมื่อเป็นพระก็ตาม ต้องถึงอรหันต์ก่อน เมื่อถึงอรหันต์ก่อนแล้วก็ตาย ตายแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น ร่างกายเป็นแก้วหมด เมืองเป็นแก้ว สถานที่อยู่แพรวพราวเป็นระยับ
อาตมาก็นึกในใจว่าหลวงพ่อนี่ไปเยอะ ตอนก่อนก็ดี สอนดี มาตอนนี้ชักจะไปมากเสียแล้ว แต่ก็ไม่ค้าน ฟังแล้วก็ยิ้ม ๆ ท่านก็คุยต่อไปว่า เมื่อคืนนั้น ขี่ม้าแก้วไปเมืองนิพพาน(เอาเข้าแล้ว) แล้วต่อมาคุยไปคุยมาท่านก็บอกว่า (ท่านคงจะทราบ ท่านไม่โง่เท่าเด็ก เพราะพระขนาดรู้นิพพานไปแล้ว อย่างอื่นก็ต้องรู้หมด แต่ความจริงคำว่า รู้หมด ในที่นี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท ไม่ใช่รู้เท่าพระพุทธเจ้า แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ควรจะรู้ ก็สามารถรู้หมด)
ท่านก็เลยบอกว่า เธอดูดาวดวงนี้นะ ดาวดวงนี้สุกสว่างมาก ประเดี๋ยวฉันจะทำให้ดาวดวงนี้ริบหรี่ลง จะค่อย ๆ หรี่ลงจนกระทั่งไม่เห็นแสงดาว ท่านชี้ให้ดู แล้วก็มองต่อไป ตอนนี้เริ่มหรี่ละ ๆ แสงดาวก็หรี่ไปตามเสียงของท่าน ในที่สุด หรี่ที่สุด ไม่เห็นแสงดาว ท่านถามว่า เวลานี้ทุกคนเห็นแสงดาวไหม ก็กราบเรียนท่านว่า ไม่เห็นแสงขอรับ ท่านบอกว่าต่อนี้ไป ดาวจะเริ่มค่อย ๆ สว่างขึ้นทีละน้อย ๆ จนกระทั่งถึงที่สุด แล้วก็เป็นไปตามนั้น
พอท่านทำถึงตอนนี้ก็เกิดความเข้าใจว่า ความดีหรือวิชาความรู้ที่เรามีอยู่ มันไม่ได้ ๑ ในล้านที่ท่านมีแล้ว ฉะนั้นคำว่านิพพานจะต้องมีแน่ ท่านมีความสามารถอย่างนี้เกินที่เราจะพึงคิด
ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ศึกษามาในด้านกรรมฐานก็ดีหรือที่คุยกันมาก็ดี นี่ท่านรู้จริง ท่านก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพาน คำว่านิพพานสูญท่านไม่ยอมพูด ไปถามท่านเข้าว่านิพพานสูญรึ ท่านนิ่ง
ในที่สุดก็ไปถาม ๒ องค์ คือ หลวงพ่อปาน กับ หลวงพ่อโหน่ง ถามว่านิพพานสูญรึ ท่านตอบว่า ถ้าคนใดสูญจากนิพพาน คนนั้นก็เรียกว่านิพพานสูญ แต่คนไหนไม่สูญจากนิพพาน คนนั้นก็เรียกนิพพานไม่สูญ ก็รวมความว่า นิพพานไม่สูญแน่
ทีนี้ต่อมา หลวงพ่อสดท่านก็ยืนยันเอาจริงเอาจัง ต่อมาท่านก็สงเคราะห์คืนนั้นเอง ท่านก็สงเคราะห์บอกว่า เรื่องต้องการทราบนิพพาน เขาทำกันอย่างนี้ ท่านก็แนะนำวิธีการของท่าน รู้สึกไม่ยาก เพราะเราเรียนกันมาเดือนหนึ่งแล้ว ตามพื้นฐานต่าง ๆ ท่านบอกว่าใช้กำลังใจอย่างนี้ เวลาผ่านไปประมาณสัก ๑๐ นาที รู้สึกว่านานมากหน่อย
ทุกคนก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนิพพานมีจริง เห็นนิพพานเป็นแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ พระที่นิพพานทั้งหมด เป็นแก้วหมด แต่ไม่ใช่แก้วปั้น เป็นแก้วเดินได้ คือแพรวพราวเหมือนแก้ว สวยงามระยับทุกอย่าง
ที่พูดนี้ยังนึกถึงบุญคุณหลวงพ่อสดท่านยังไม่หาย ท่านมีบุญคุณมาก
รวมความว่า เวลานั้นเรายังเป็นคนโง่ อาจจะมีจิตทึมทึก แต่ความจริงขอพูดตามความเป็นจริง เวลานั้นจิตไม่ดำ จิตใสเป็นแก้ว แต่ความแพรวพราวของจิตไม่มี การใสเป็นแก้วนั้น เวลานั้นเป็นฌานโลกีย์ ฌานสูงสุด ใช้กำลังเฉพาะเวลานะ ฌานโลกีย์นี้เอาจริงเอาจังกันไม่ได้ จะเอาตลอดเวลานี้ไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าครูบาอาจารย์
แล้วท่านก็สั่งว่า หลังจากนี้ต่อไป ทุก ๆ องค์ จงทำอย่างนี้จิตต่อให้ถึงนิพพานทุกวัน ตามที่จะพึงทำได้ อย่างน้อยที่สุด จงพบนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ๑.เช้ามืด และประการที่ ๒.ก่อนหลับ หลังจากนี้ไป เธอกลับไปแล้ว ทีหลังกลับมาหาฉันใหม่ ฉันจะสอบ
เมื่อได้ลีลามาอย่างนั้นแล้วก็กลับมาหาครูบาอาจารย์เดิม คือ หลวงพ่อปาน พอขึ้นจากเรือก็ปรากฏว่าพบหลวงพ่อปานอยู่หน้าท่า ท่านเห็นหน้าแล้วท่านก็ยิ้ม ว่าอย่างไรท่านนักปราชญ์ทั้งหลาย เห็นนิพพานแล้วใช่ไหม
ตกใจ ก็ถามว่า หลวงพ่อทราบหรือครับ บอก เออ ข้าไม่ทราบหรอกวะ เทวดาเขามาบอก บอกว่าเมื่อคืนที่แล้วมานี่ หลวงพ่อสดฝึกพวกเอ็งไปนิพพานใช่ไหม
ก็กราบเรียนท่านบอกว่า ใช่ขอรับ ท่านบอกว่า นั่นแหละ เป็นของจริง ของจริงมีตามนั้น หลวงพ่อสดท่าน มีความสามารถพิเศษในเรื่องนี้
ก็ถามว่า ถ้าหลวงพ่อสอนเองจะได้ไหม ท่านก็ตอบว่า ฉันสอนเองก็ได้ แต่ปากพวกเธอมันมาก มันพูดมาก ดีไม่ดีพูดไปพูดมา งานของฉันก็มาก งานก่อสร้างก็เยอะ งานรักษาคนเป็นโรคก็เป็นประจำวัน ไม่มีเวลาว่าง ถ้าเธอไปพูดเรื่องนิพพาน ฉันสอนเข้าฉันก็ไม่มีเวลาหยุด เวลาจะรักษาคนก็จะไม่มี เวลาที่จะก่อสร้างวัดต่าง ๆ ก็ไม่มี ฉันหวังจะสงเคราะห์ในด้านนี้ จึงได้ส่งเธอไปหาหลวงพ่อสด
ก็ถามว่า หลวงพ่อสดกับหลวงพ่อรู้จักกันดีรึ ท่านก็ตอบว่า รู้จักกันดีมาก เคยไปสอบซ้อมกรรมฐานด้วยกัน สอบกันไปสอบกันมาแล้ว ต่างคนต่างต้นเสมอกัน ก็รวมความว่ากำลังไล่เลี่ยกัน
บรรดาท่านพุทธบริษัท นี่เป็นจุดหนึ่งที่อาตมาแสดงถึงความโง่กับครูบาอาจารย์………

ที่มา : จากบันทึกของท่านพ่อฤาษีลิงดำ…

ปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ตอนที่4 หลวงปู่เสาร์นั้งสมาธิแล้วตัวลอย





จากหนังสือ ชีวประวัติ-ปฏิปทาของพระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
จำนวน ๑๒ เล่มนำมาจากโครงการหนังสือบูรพาจารย์ หน้าที่80

จัดทำโดย รศ.ดร.ปฐม - รศ.ภัทรา นิคมานนท์
ขออนุโมทนาขอบพระคุณที่กรุณาเอื้อเฟื้อต้นฉบับ ในการเผยแพร่เป็นธรรมทาน