ไม่รู้ทำไมพอผมอ่านบทความนี้จบ สิ่งที่นึกถึงสิ่งแรกเลยคือภาพคนไทยที่เป็นชาวพุทธ กำลังทะเลาะกัน... และยิ่งเห็นผู้ใหญ่บ้านเมืองตอนนี้ไม่สนับสนุนงานพระพุทธศาสนาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา... ฤาว่าศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของเหล่าท่านผู้นำเริ่มเสื่อมสลายไป จึงไม่คิดใยดีว่าพระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะอยู่ หรือจะล่มสลายไปเหมือนหลายประเทศที่เคยเป็นอดีตเมืองพุทธ!!!!
บทความที่ผมนำมาลงนี้ ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใด แต่ด้วยยุทธวิธีการขยายอาณาจักรที่ หากไม่พิจารณาดีๆ ก็ไม่รู้ ....
การยึดเมืองๆหนึ่ง โดยอาศัยพลเมืองของเมืองนั้นเอง เหมือนน้ำเซาะทราย เอาผลประโยชน์มาเป็นตัวล่อ กว่าที่คนในประเทศจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว...
ประวัติศาสตร์โลก:อังกฤษใช้เวลา100ปียึดครองอินเดียสำเร็จ เพราะการทรยศของคนในรัฐ
…ราชวงศ์โมกุลหลังพระเจ้าออรังเซบเสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็ว ประเทศราชและเขตปกครองต่างๆ ของโมกุลทยอยแยกตัวเป็นอิสระ จนเมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 18 เขตปกครองของกษัตริย์โมกุลหดเหลือเพียงพื้นที่รอบนครเดลีเท่านั้น ชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสนี้เร่งขยายอำนาจและยึดครองพื้นที่ในอินเดีย เพื่อแปลงแคว้นต่างๆ ในอินเดียให้เป็นอาณานิคมและรัฐในอารักขาที่อยู่ใต้การปกครองของตน
อังกฤษได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก เพื่อทำการค้ากับดินแดนต่างๆ ในทวีปเอเชียตั้งแต่ปี ค.ศ.1600 อังกฤษได้ก่อตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกเมื่อปี 1611 ต่อมาได้ตั้งที่มั่น 3 แห่งขึ้นตามชายฝั่งของอินเดียคือ มัดราส (ค.ศ.1639) บอมเบย์ (ค.ศ. 1668) และกัลกัตตา (ค.ศ.1698) แล้วใช้ที่มั่นทั้งสามแห่งนี้ขยายการค้าและอิทธิพลทางการเมืองในอินเดีย
ส่วนฝรั่งเศสได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกเมื่อปี 1664 และตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกในปี 1668 ต่อมาก็ได้สร้าง พอนดิเชอร์รี ขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าการปกครองของตนในอินเดียเมื่อปี 1674
แม้ฝรั่งเศสจะเข้ามาอินเดียหลังชาติยุโรปอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นประเทศตะวันตกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอินเดียในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนเป็นที่ริษยาแก่ชาติยุโรปอื่นโดยเฉพาะอังกฤษ
อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นคู่ปรับที่แข่งขันกันล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18 อินเดียเป็นสมรภูมิแข่งขันที่สำคัญแห่งหนึ่งของสองประเทศนี้ ฝรั่งเศสเริ่มรับสมัครชาวอินเดียจัดตั้งเป็นกองทหารรับจ้าง แล้วใช้กองทหารนี้แทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างๆ ในภาคใต้อินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ.1742 อังกฤษได้จัดตั้งกองทหารรับจ้างตามอย่างฝรั่งเศสและเข้าขัดขวางการขยายอำนาจของฝรั่งเศส ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ได้นำไปสู่สงครามคาร์เนติกสามครั้งในปี 1746-1748, 1749-1754 และ 1756-1763
ผลของสงครามปรากฏว่าฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงยอมยุติบทบาทของตน ปล่อยให้อังกฤษเป็นฝ่ายขยายอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในอินเดีย
อังกฤษเริ่มทำสงครามขยายอำนาจในอินเดียด้วยการเอาชนะนาวาบ (ผู้ว่าการ) แห่งเบงกอลที่พลาสซีย์เมื่อปี ค.ศ.1757 จากนั้น ได้ทำสงครามยึดครองเบงกอล (ค.ศ.1763-1764 ) สงครามไมซอร์สี่ครั้ง (ค.ศ.1767-1769 , 1780-1784 , 1790-1792 , 1799) สงครามมาราทาสามครั้ง (ค.ศ.1775-1782 , 1803-1805 , 1817-1818) สงครามซินด์ (ค.ศ.1843) และสงครามซิกข์สองครั้ง (ค.ศ.1845-1846 , 1848-1849)
รวมใช้เวลาเกือบร้อยปี จึงยึดครองดินแดนอินเดียได้ทั้งหมด
การที่อังกฤษสามารถเอาชนะอินเดียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีประชากรมากกว่าตนถึงสิบเท่าได้นั้น เป็นเพราะอินเดียขณะนั้นแตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย รัฐต่างๆ ยังมีเรื่องขัดแย้งกัน และเกิดสงครามติดพันกันตลอดเวลา อังกฤษจึงสามารถเลือกเป้าโจมตีได้ตามใจชอบ บางครั้งยังดึงรัฐอื่นเป็นพันธมิตรมาโจมตีอีกรัฐหนึ่ง
อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก]]อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก รัฐจำนวนมากประสบความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษเพราะการทรยศของคนในรัฐนั้นเอง
อังกฤษยังมีวิธีแยบยลในการแก้ปัญหากำลังทหารไม่เพียงพอกับการขาดแคลนงบประมาณทางทหาร อังกฤษรับสมัครชาวอินเดียมาเป็นทหารรับจ้างจำนวนมาก เมื่ออังกฤษรบชนะรัฐใดหรือบีบให้รัฐใดยอมจำนน อังกฤษจะทำสัญญาให้รัฐนั้นยินยอมให้ตนส่งทหารมาตั้งประจำและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทหารเหล่านั้น สำหรับบางรัฐจะทำสัญญาให้มีหน้าที่ส่งทหารจำนวนตามที่ระบุมาช่วยรบเมื่ออังกฤษต้องการ
ดังนั้น จึงเท่ากับอังกฤษใช้คนของอินเดียและเงินของอินเดียมายึดครองอินเดีย โดยใช้กำลังคนจากอังกฤษน้อยมาก และแทบไม่ต้องใช้เงินงบประมาณโดยตรงจากอังกฤษ…
ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. – 27 ก.ย. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (9)
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ต่างประเทศ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559
พระธรรมาจารย์ซุยยวิ๋น พระผู้ทรงธรรมมีมหาเมตตา แม้จะโดนทำร้ายแทบปางตาย
พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น 虚云老和尚(ค.ศ.1840-1959) พระเถระนักปฏิบัติธรรม ผู้มีอายุถึง 118 ปี
ท่านเคยเดินธุดงค์ข้ามประเทศ และภาวนาเข้าฌานสมาบัติยาวถึง ๙ วันบ้าง ๑๘ วันบ้าง และท่านยังเคยเดินทางมาทำภาวนาที่เมืองไทย ในคราวนี้ขอนำเสนอ เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน ที่คล้ายๆ พระโมคัลลานะ คือถูกทำร้าย จึงแปลบ่างส่วนของบทความคร่าวๆที่ได้จากห้องเรียนอ.เจินเจิน มาฝาก ว่าพระเถระท่านได้ผ่านชีวิตในยุคคอมมิวนิสต์นั้นอย่างไร
พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ เมื่อท่านอายุราว ๔๐ ปี ท่านได้กระทำการสักการะพระพุทธเจ้าด้วยการ เดิน ๓ ก้าว กราบ ๑ ครั้ง เหมือนที่ชาวทิเบตทำ จากภูเขาผู่ถัว ถึง ภูเขาอู่ไถ เพื่อเป็นการทดแทนคุณบุพการี ในช่วงที่ท่านนั่งเข้าฌานสมาบัติ บนภูเขาสูงเป็นครั้งแรกนั้น ขณะที่ท่านกำลังต้มมันเพื่อฉันเป็นอาหาร ระหว่าที่รออยู่นั้นท่านได้ทำสมาธิรอ แต่ปรากฏว่า แม้อากาศบนภูเขาในขณะนั้นจะหนาว แต่ท่านกลับทำสมาธิรวดเดียว โดยไม่ลืมตาเลยเป็นเวลาถึง ๑๘ วัน ซึ่งเมื่อพระเพื่อนของท่านมาเยี่ยมในวันตรุษจีนจึงได้พบท่านนั่งทำ สมาธิอยู่จึงได้เรียกชื่อท่าน ท่านซุยยวิ๋นจึงออกจากสมาธิและทราบว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง๑๘ วัน อีกครั้งท่านได้เดินทางมาที่ประเทศไทยและได้เข้าฌานสมาบัติ ๙ วัน ปรากฎว่าหลังจากนั้นท่านก็ไม่สามารถขยับตัวได้เป็นเวลาหลายวัน ท่านจึง ภาวนาถึงพระมหากัสสปะ ในคืนนั้นท่านฝันถึงพระภิกษุผู้สูงอายุรูปหนึ่ง โดย ในฝันได้พระภิกษุรูปนั้นบอกท่านว่าอย่าอยู่ห่างจากจีวรและบาตร จงเอาจีวรและบาตรเป็นหมอน ทุกอย่างจะดีเอง ต่อมาไม่นาน ท่านจึงกลับมาขยับตัวได้ และท่านได้เข้าฌานสมาบัติอีกครั้งเมื่อบั้นปลาย ชีวิต
เมื่อท่านอายุ ๑๑๒ ปี เป็นช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ที่คอมมิวนิสต์มีความต้องการทำลายศาสนาและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เต๋า ขงจื้อ หรือแม้แต่พุทธศาสนา ในช่วงนั้นพระลูกวัดท่านจำนวน ๒๖ รูปถูกจับกุมและโดนทำร้าย ท่านจึงได้เข้าฌานสมาบัติโดยล็อกห้อง ไม่มีการส่งอาหารและน้ำ ในห้องมืด ที่เหมือนถ้ำที่มืดทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อผ่านไปสามวัน พวกเรดการ์ด (อาสาสมัครเพื่อพรรคคอมมิวนิสต์) ๑๐ คนได้พังประตู และเข้าไปทำร้ายร่างกายท่าน ด้วยไม้และเหล็ก และลากท่านมาทำร้ายต่อที่ พื้น แม้ว่าท่านจะโดนทำร้ายสักกี่ครั้ง ตัวของท่านจะกลับไปสู่ท่านั่งสมาธิและ หลับตาเสมอ วันนั้นพวกเรดการ์ดได้ทุบตีท่านถึง ๔ ครั้ง จนคิดว่าท่านคงเสียชีวิตแล้ว จึงเดินทางกลับไป พอตกค่ำท่านซุยยวิ๋นจึงพยายามพยุงตัวขึ้นมาบนเตียงและ กลับมาสู่ท่านั่งสมาธิอีกเหมือนเดิมในวันที่ ๕ พวกเรดการ์ดเข้ามาเห็นท่านยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิ จึงลากท่านลงมาที่ พื้น แล้วรุมกระทืบท่าน เมื่อพวกนั้นกลับไป อุปัฏฐากได้พยุงท่านขึ้นบนเตียงอีกครั้ง ในเช้าวันที่ ๑๐ ท่านได้เปลี่ยนท่านั่ง เป็นท่าศรีไสยาส เมื่อใกล้เช้าวันที่ ๑๑ อุปัฏฐากได้ยินเสียงครางของพระเถระ จึงพยุงและบอกว่าท่านได้อยู่ในสมาธิกี่วัน พระเถระได้เล่าว่าในช่วงเข้า สมาบัติในสมาธิ ท่านได้ไปฟังธรรมที่ชั้นดุสิต ซึ่งท่านได้เล่ารายละเอียดอีกมากมายถึง เรื่องที่ท่านไปฟังธรรมกับพระศรีอริยเมตไต ที่สวรรค์ชั้นดุสิตเขตใน (จะนำมาแบ่งปันคราวต่อไปหากสนใจ)
ในช่วงหนึ่งที่พวกเรดการ์ดกลับมา แล้วเห็นท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกนั้นเริ่มประหลาดใจและเกิดความกลัวขึ้นในใจ หนึ่งในทีมเรดการ์ดจึงพูด ถามพระลูกวัดว่า ทำไมพระเถระจึงยังไม่ตาย พระรูปนั้นได้ตอบกลับมาว่า
“ พระเถระผู้ชราได้ทนทุกขทรมาน และจะไม่ตาย ไม่เอาความ แม้ว่าพวกเธอจะกระทำท่านหนักสักเพียงใด
เพื่อเป็นการให้พรพวกเธอและเพื่อสักวันพวกเธอจะได้กลับใจ ”
เพื่อเป็นการให้พรพวกเธอและเพื่อสักวันพวกเธอจะได้กลับใจ ”
ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นเพื่อโปรดสัตว์ผู้ไม่รู้ ให้ได้มีโอกาสกลับใจไม่กล้าที่จะทำบาปอีก นอกจากนั้นหากท่านมรณภาพด้วย ฝีมือของคนเหล่านี้ จะทำให้ผู้ที่ทำร้ายท่านมีบาปหนักติดตัวไป เพราะได้ฆ่าพระภิกษุผู้ทรงศีล ทรงธรรม จึงเห็นได้ว่าท่านซุยยวิ๋นเป็นพระเถระผู้มีความเมตตาอย่างไม่มี ประมาณ
จะเห็นได้ว่าปัจุบันสังคมไทยเริ่มมีการใช้วาจาจาบจ้วงพระภิกษุ โดยไม่รู้เลยว่าพระเหล่านั้น ท่านเป็นผู้ทรงศีล ทรงธรรมขนาดไหน และด้วย ความเมตตา ท่านจึงนิ่ง ไม่ตอบโต้ และกระทำศาสนกิจของพระภิกษุต่อไป แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ผู้ที่ไม่รู้ว่าผลจากการพูดจาจาบจ้วงพระภิกษุผู้เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย นั้นมีผลร้ายแรงเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีที่ประเทศของพวกเราก้าวยังไปไม่ถึงประเทศที่เป็น คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการเต็มใบ หรือถ้าถึงวันนั้นจริงๆ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คงต้องฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ทุกคน
อ้างอิงจากบทความวิชาการ Prof.Huimin Bhikksu, An Inquiry into master Xuyun’s experience of long dwelling in samādhi, Chung-Hua Buddhist Journal, Vol22, 45-68.
สามารถรับชมสารคดีรายละเอียดของท่านได้ในยูทูปด้านล่าง
https://www.youtube.com/watch?v=8trXO37lo6A
https://www.youtube.com/watch?v=8trXO37lo6A
วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
พบพระพุทธรูปแฝงตัวอยู่บนภูเขานานกว่า 20 ปี
เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในมณฑลกว่างตง ประเทศจีน
ลึกลงไปในถ้ำหินหลงซานอันเงียบสงัด ยังมีพระพุทธรูปจำนวนกว่าหลายร้อยรูปซ่อนตัวอยู่
พระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนแกะสลักจากหินภูเขา ทว่ากลับงดงามราวกับมีชีวิต
และได้รับการขนานนามว่า "เชียนโฝซาน" (千佛山)
ซึ่งหมายถึง เขาพระพุทธรูปพันองค์ หรือ “ ถ้ำหินประตูมังกรน้อย" (小龙门石窟)
เนื่องจากถูกบดบังด้วยพรรณไม้อันเขียวชอุ่มและมีที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง
ทำให้มีผู้คนภายนอกน้อยมากที่รู้จักสถานที่นี้ อีกทั้งเส้นทางเข้าก็ลึกลับ
และยังเป็นเส้นทางที่ต้องปีนขึ้นเขาอีกกว่าครึ่ง หากไม่มีชาวบ้านเป็นผู้นำทางก็คงค้นหาได้ยาก
แม้จะเคยถูกพบเมื่อนานมาแล้วกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ทว่ามันกลับโด่งดังในชั่วข้ามคืนเมื่อไม่นานมานี้บนโลกออนไลน์
ทำให้ช่วงไม่กี่วันมานี้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยม
ที่มา China Xinhua News
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
สุขา สังฆัสสะ สามัคคี @โมเดลไต้หวัน
>> ในปี พ.ศ. 2492 ประชากรไต้หวันที่เป็นชาวพุทธจริงๆ รู้จักศีล 5 รู้จักเจ้าชายสิทธัตถะ มีเพียงราว 1%
ที่เหลือนับถือลัทธิเต๋า ไหว้เจ้า นับถือลัทธิขงจื้อ นับถือศาสนาอื่นๆบ้าง
>> ประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก และลูกชายคือประธานาธิบดีเจียงจิงกัวเป็นคริสต์
ปกครองประเทศแบบเผด็จการต่อเนื่องกันเกือบ 40 ปี
>> ในยุคนั้น การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องน่าอาย ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้
ถ้าเป็นข้าราชการ ตำแหน่งจะไม่ก้าวหน้า
>> แต่ปัจจุบันประชากรไต้หวันเป็นชาวพุทธถึง 80% การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องมีเกียรติ
แม้ระดับผู้นำประเทศอย่างอดีตประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยน
เมื่อมีข้อครหาเรื่องทุจริต ก็ยังต้องพยายามฟื้นคะแนนนิยม
โดยการเข้าวัดไปกราบพระมหาเถระที่มีชื่อเสียง
พานักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ไปด้วยมากมาย เพื่อถ่ายทอดข่าวให้ประชาชนเห็นว่า
มากราบพระผู้ใหญ่เพื่อขอโทษในความผิดแล้ว ประชาชนจะได้ให้อภัย
__น่าทึ่งว่า ไต้หวันทำได้อย่างไร**

@สี่วัดใหญ่ในไต้หวัน@
ในไต้หวันมีวัดใหญ่ 4 วัด ซึ่งเอ่ยชื่อแล้ว คนรู้จักกันทั้งไต้หวัน คือ
1. วัดฝอกวงซาน__เด่นเรื่องการเผยแผ่ มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 300 แห่ง
2. วัดฝากู่ซาน___เด่นเรื่องการศึกษา มีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่มีคุณภาพมากที่สุด
3. วัดจงถายฉานซื่อ___เด่นเรื่องการทำสมาธิ มีนักศึกษาและประชาชนมาปฏิบัติธรรมมากมาย
4. วัดฉื่อจี้___เด่นเรื่องสังคมสงเคราะห์ มีอาสาสมัครช่วยงานสังคมสงเคราะห์หลาย
ล้านคน
>> วัดใหญ่ทั้ง 4นี้ มีความโดดเด่นคนละด้าน แต่เขาไม่โจมตีกัน
แม้จะมีทัศนะในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน
แต่เขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายต่อวัดอื่นเลย
แต่ละวัดก็ตั้งใจทำงานตามที่ตนถนัดและเห็นว่าเป็นประโยชน์
>> ธรรมชาติของมนุษย์มีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบวัดไหนก็ไปวัดนั้น
ผลลัพธ์คือ ประชาชนเห็นว่าพระพุทธศาสนามีผลงานมากมายหลากหลายด้าน
ภาพลักษณ์พุทธดี คนจึงเข้าวัดมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 1% กลายเป็น 80%
ในปัจจุบันแต่ละวัด ไม่ว่าวัดใหญ่วัดเล็กทั่วประเทศก็ล้วนมีคนเข้าวัดมากขึ้นทั้งยังมีวัดใหม่ๆที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พุทธในไต้หวันเจริญเพราะทำตามพุทธโอวาทที่ว่า
“ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
ความสามัคคีของหมู่สงฆ์ ทำให้เกิดสุข”
ลองสมมุติในทางกลับกันว่า ถ้าลูกศิษย์วัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เอาแต่โจมตีวัดอื่นว่าไม่ดี
แต่วัดตนนั้นดีที่สุด ป่านนี้พระพุทธศาสนาคงสูญจากไต้หวันไปแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่แม้คิดต่าง
เราก็ควรอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข แล้วช่วยกันสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่พระพุทธศาสนา
และนำศีลธรรมความสงบร่มเย็นมาสู่สังคม
@ลองเปรียบเทียบทางโลกดู@
ขนาดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ เขียนด้วยภาษากฎหมาย
พยายามใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนรัดกุมที่สุด คนยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย
แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบโดยตรง
การวินิจฉัยคดีแต่ละคดี มติก็มักจะออกมาเป็น 6 : 3 บ้าง 7 : 2 บ้าง 5 : 4 บ้าง น้อยมากที่จะออกมา 9 : 0
ถ้าตุลาการเสียงข้างมาก ออกมาโจมตีตุลาการเสียงข้างน้อย ว่าตีความรัฐธรรมนูญผิด
ทำรัฐธรรมนูญให้วิปริต ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องกำจัดให้หมดไป
ต่างฝ่ายต่างปลุกระดมโจมตีกันบ้านเมืองก็คงแตกแยกวุ่นวาย
การกระทำนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของประเทศเลย
มีแต่นำความเสื่อม ความวุ่นวายแตกแยกมาสู่ชาติบ้านเมือง
มีนักปรัชญากล่าวไว้ว่า ข้อความเดียวกัน เมื่อตีความตามความคิด
จะไม่มีใครเลยที่ตีความเข้าใจเหมือนกันหมด จะต้องมีบางแง่มุมในรายละเอียดที่เข้าใจต่างกัน
คนร้อยคนก็จะมีความเข้าใจร้อยแบบ
คนเราจะเข้าใจตรงกันได้ก็ต่อเมื่อก้าวข้ามพ้นความเข้าใจด้วยความคิดหรืออารมณ์
ความรู้สึกของตนขึ้นไปสู่ระดับความรู้แจ้งด้วยภาวนามยปัญญา
เหมือนดังพระอรหันต์ทั้งหลายที่ผ่านสภาวะนั้น และเข้าใจธรรมะได้ตรงกัน
ดังนั้นขอให้รักษาคำสอนในพระไตรปิฎกไว้ให้ดีที่สุด เป็นแม่บทที่รวมของพระธรรมวินัย
แม้ในเบื้องต้นอาจมีความเห็นในบางแง่มุมต่างกันบ้าง ก็อย่าทะเลาะวิวาทโจมตีกัน
แต่ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมไปให้เต็มที่ เมื่อบรรลุธรรมเข้าถึงด้วยตนเองแล้วเราก็จะเข้าใจตรงกัน
บำเพ็ญประโยชน์ตน __ด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรม
บำเพ็ญประโยชน์ท่าน __ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเต็มที่
เมื่อบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง__ ด้วยความไม่ประมาท
**ตัวเราก็ย่อมมีความสุขความเจริญ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง สังคมก็สงบร่มเย็น**
ขอบคุณคนตั้งกระทู้ด้วยนะครับ
มีข้อมูลวัดจงไถ มาเสริมครับ
วัดจงไถ มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเลยนะครับ มีระบบค่อนข้างครบวงจร เหมือนกับเป็นตำบลขนาดย่อมๆ มีทั้งวัด โรงเรียน หอพัก
โรงครัว สวนผัก โรงซ่อมรถ ฯลฯ
ลองไปดูที่เว็บนี้ได้ครับ
http://meetawee.blogspot.com/2014/11/10-1-3.html
ต้องให้เครดิตเว็บเขาด้วยครับ เรื่องภาพประกอบ
พื้นที่ของวัด

แม้ว่าวัดนี้จะมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตสะอาดสะอ้าน ชีวิตประจำวันของพระที่นี่ก็ไม้ได้สะดวกสบายหรูหราอย่างที่เราคิดนะครับ
เนื่องจากไต้หวันไม่มีการตักบาตร ทางวัดนี้จึงต้องให้พระสงฆ์ต้องปลูกผัก ทำอาหารทานกันเอง


ส่วนพื้นที่แม้จะใหญ่โตแต่ก็มีความสะอาดเป็นเอกลักษณ์

ที่เหลือนับถือลัทธิเต๋า ไหว้เจ้า นับถือลัทธิขงจื้อ นับถือศาสนาอื่นๆบ้าง
>> ประธานาธิบดีเจียงไคเช็ก และลูกชายคือประธานาธิบดีเจียงจิงกัวเป็นคริสต์
ปกครองประเทศแบบเผด็จการต่อเนื่องกันเกือบ 40 ปี
>> ในยุคนั้น การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องน่าอาย ต้องปกปิดไม่ให้ใครรู้
ถ้าเป็นข้าราชการ ตำแหน่งจะไม่ก้าวหน้า
>> แต่ปัจจุบันประชากรไต้หวันเป็นชาวพุทธถึง 80% การเป็นชาวพุทธเป็นเรื่องมีเกียรติ
แม้ระดับผู้นำประเทศอย่างอดีตประธานาธิบดีเฉินสุยเปี่ยน
เมื่อมีข้อครหาเรื่องทุจริต ก็ยังต้องพยายามฟื้นคะแนนนิยม
โดยการเข้าวัดไปกราบพระมหาเถระที่มีชื่อเสียง
พานักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี ไปด้วยมากมาย เพื่อถ่ายทอดข่าวให้ประชาชนเห็นว่า
มากราบพระผู้ใหญ่เพื่อขอโทษในความผิดแล้ว ประชาชนจะได้ให้อภัย
__น่าทึ่งว่า ไต้หวันทำได้อย่างไร**

@สี่วัดใหญ่ในไต้หวัน@
ในไต้หวันมีวัดใหญ่ 4 วัด ซึ่งเอ่ยชื่อแล้ว คนรู้จักกันทั้งไต้หวัน คือ
1. วัดฝอกวงซาน__เด่นเรื่องการเผยแผ่ มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 300 แห่ง
2. วัดฝากู่ซาน___เด่นเรื่องการศึกษา มีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่มีคุณภาพมากที่สุด
3. วัดจงถายฉานซื่อ___เด่นเรื่องการทำสมาธิ มีนักศึกษาและประชาชนมาปฏิบัติธรรมมากมาย
4. วัดฉื่อจี้___เด่นเรื่องสังคมสงเคราะห์ มีอาสาสมัครช่วยงานสังคมสงเคราะห์หลาย
ล้านคน
>> วัดใหญ่ทั้ง 4นี้ มีความโดดเด่นคนละด้าน แต่เขาไม่โจมตีกัน
แม้จะมีทัศนะในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่เหมือนกัน
แต่เขาจะไม่วิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายต่อวัดอื่นเลย
แต่ละวัดก็ตั้งใจทำงานตามที่ตนถนัดและเห็นว่าเป็นประโยชน์
>> ธรรมชาติของมนุษย์มีจริตอัธยาศัยต่างกัน ใครชอบวัดไหนก็ไปวัดนั้น
ผลลัพธ์คือ ประชาชนเห็นว่าพระพุทธศาสนามีผลงานมากมายหลากหลายด้าน
ภาพลักษณ์พุทธดี คนจึงเข้าวัดมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 1% กลายเป็น 80%
ในปัจจุบันแต่ละวัด ไม่ว่าวัดใหญ่วัดเล็กทั่วประเทศก็ล้วนมีคนเข้าวัดมากขึ้นทั้งยังมีวัดใหม่ๆที่โดดเด่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พุทธในไต้หวันเจริญเพราะทำตามพุทธโอวาทที่ว่า
“ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี
ความสามัคคีของหมู่สงฆ์ ทำให้เกิดสุข”
ลองสมมุติในทางกลับกันว่า ถ้าลูกศิษย์วัดใหญ่ที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เอาแต่โจมตีวัดอื่นว่าไม่ดี
แต่วัดตนนั้นดีที่สุด ป่านนี้พระพุทธศาสนาคงสูญจากไต้หวันไปแล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่แม้คิดต่าง
เราก็ควรอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข แล้วช่วยกันสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่พระพุทธศาสนา
และนำศีลธรรมความสงบร่มเย็นมาสู่สังคม
@ลองเปรียบเทียบทางโลกดู@
ขนาดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศ เขียนด้วยภาษากฎหมาย
พยายามใช้ถ้อยคำให้ชัดเจนรัดกุมที่สุด คนยังเข้าใจไม่ตรงกันเลย
แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญรับผิดชอบโดยตรง
การวินิจฉัยคดีแต่ละคดี มติก็มักจะออกมาเป็น 6 : 3 บ้าง 7 : 2 บ้าง 5 : 4 บ้าง น้อยมากที่จะออกมา 9 : 0
ถ้าตุลาการเสียงข้างมาก ออกมาโจมตีตุลาการเสียงข้างน้อย ว่าตีความรัฐธรรมนูญผิด
ทำรัฐธรรมนูญให้วิปริต ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ต้องกำจัดให้หมดไป
ต่างฝ่ายต่างปลุกระดมโจมตีกันบ้านเมืองก็คงแตกแยกวุ่นวาย
การกระทำนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อความเจริญของประเทศเลย
มีแต่นำความเสื่อม ความวุ่นวายแตกแยกมาสู่ชาติบ้านเมือง
มีนักปรัชญากล่าวไว้ว่า ข้อความเดียวกัน เมื่อตีความตามความคิด
จะไม่มีใครเลยที่ตีความเข้าใจเหมือนกันหมด จะต้องมีบางแง่มุมในรายละเอียดที่เข้าใจต่างกัน
คนร้อยคนก็จะมีความเข้าใจร้อยแบบ
คนเราจะเข้าใจตรงกันได้ก็ต่อเมื่อก้าวข้ามพ้นความเข้าใจด้วยความคิดหรืออารมณ์
ความรู้สึกของตนขึ้นไปสู่ระดับความรู้แจ้งด้วยภาวนามยปัญญา
เหมือนดังพระอรหันต์ทั้งหลายที่ผ่านสภาวะนั้น และเข้าใจธรรมะได้ตรงกัน
ดังนั้นขอให้รักษาคำสอนในพระไตรปิฎกไว้ให้ดีที่สุด เป็นแม่บทที่รวมของพระธรรมวินัย
แม้ในเบื้องต้นอาจมีความเห็นในบางแง่มุมต่างกันบ้าง ก็อย่าทะเลาะวิวาทโจมตีกัน
แต่ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมไปให้เต็มที่ เมื่อบรรลุธรรมเข้าถึงด้วยตนเองแล้วเราก็จะเข้าใจตรงกัน
บำเพ็ญประโยชน์ตน __ด้วยการตั้งใจปฏิบัติธรรม
บำเพ็ญประโยชน์ท่าน __ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเต็มที่
เมื่อบำเพ็ญประโยชน์ทั้งสอง__ ด้วยความไม่ประมาท
**ตัวเราก็ย่อมมีความสุขความเจริญ พระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง สังคมก็สงบร่มเย็น**
ขอบคุณคนตั้งกระทู้ด้วยนะครับ
มีข้อมูลวัดจงไถ มาเสริมครับ
วัดจงไถ มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกเลยนะครับ มีระบบค่อนข้างครบวงจร เหมือนกับเป็นตำบลขนาดย่อมๆ มีทั้งวัด โรงเรียน หอพัก
โรงครัว สวนผัก โรงซ่อมรถ ฯลฯ
ลองไปดูที่เว็บนี้ได้ครับ
http://meetawee.blogspot.com/2014/11/10-1-3.html
ต้องให้เครดิตเว็บเขาด้วยครับ เรื่องภาพประกอบ
พื้นที่ของวัด
แม้ว่าวัดนี้จะมีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตสะอาดสะอ้าน ชีวิตประจำวันของพระที่นี่ก็ไม้ได้สะดวกสบายหรูหราอย่างที่เราคิดนะครับ
เนื่องจากไต้หวันไม่มีการตักบาตร ทางวัดนี้จึงต้องให้พระสงฆ์ต้องปลูกผัก ทำอาหารทานกันเอง
ส่วนพื้นที่แม้จะใหญ่โตแต่ก็มีความสะอาดเป็นเอกลักษณ์
วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เอาภาพจากงานวิสาขบูชาที่ฮ่องกงมาให้ชมกัน
เพื่อนชวนไปร่วมงานวิสาขบูชาที่ฮ่องกงเลยเอาภาพมาให้ชมกัน
ฮ่องกงจะจัดงานวิสาขบูชาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 เร็วกว่าของเถรวาท

สถานที่จัดงานคือ Hong Kong Coliseum

วงดุริยางค์นำริ้วขบวนเข้าสู่พิธี


เอกสารที่แจกในงาน

ตัวแทนคณะสงฆ์ในฮ่องกง จีน ตัวแทนรัฐาลจีน ตัวแทนรัฐบาลฮ่องกง องค์กรพุทธในฮ่องกงมาร่วมงาน

เพื่อนบอก หลวงจีนรูปที่ใส่หมวกเป็นสังฆราชของฮ่องกง

สังฆราชฮ่องกง ตัวแทนจากรัฐบาลจีน และฮ่องกง ตีระฆัง

พระจากหลายๆ นิกาย รวมทั้งพระไทยในฮ่องกงเข้าร่วมเกือบทุกวัด ขาดแต่วัดธรรมกายในฮ่องกงไม่ได้มา
หมายเหตุ ถ้าบรรยาภาพไหนผิดขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยภาษากวางตุ้งของผม กระท่อนกระแท่น เต็มที
บางทีเพื่อนบอกอาจจะฟังผิดไปบ้าง
ฮ่องกงจะจัดงานวิสาขบูชาในวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 เร็วกว่าของเถรวาท

สถานที่จัดงานคือ Hong Kong Coliseum
วงดุริยางค์นำริ้วขบวนเข้าสู่พิธี
เอกสารที่แจกในงาน
ตัวแทนคณะสงฆ์ในฮ่องกง จีน ตัวแทนรัฐาลจีน ตัวแทนรัฐบาลฮ่องกง องค์กรพุทธในฮ่องกงมาร่วมงาน
เพื่อนบอก หลวงจีนรูปที่ใส่หมวกเป็นสังฆราชของฮ่องกง
สังฆราชฮ่องกง ตัวแทนจากรัฐบาลจีน และฮ่องกง ตีระฆัง

พระจากหลายๆ นิกาย รวมทั้งพระไทยในฮ่องกงเข้าร่วมเกือบทุกวัด ขาดแต่วัดธรรมกายในฮ่องกงไม่ได้มา
หมายเหตุ ถ้าบรรยาภาพไหนผิดขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยภาษากวางตุ้งของผม กระท่อนกระแท่น เต็มที
บางทีเพื่อนบอกอาจจะฟังผิดไปบ้าง
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559
พระพุทธศาสนาในไต้หวัน ep.3: ปรมาจารย์อิ้นซุ่น(1)
ตัวอักษรจีนที่ผมนำมาเปิดหัวกระทู้ในวันนี้ เป็นตัวอักษรจีน緣อ่านว่า “หยวน”
緣 จะแปลว่ามูลเหตุก็ได้ พรหมลิขิตก็ได้ บุพเพสันนิวาสก็ได้
แต่สำหรับในพระพุทธศาสนา ในเรื่องดี ผมชอบแปลว่า
“สายบุญ”!
แม้เราอยู่ไกลกันเป็นพันลี้ ถ้ามีสายบุญด้วยกัน ยังไงก็มาเจอกันจนได้
แต่หากแม้เราไร้ซึ่งสายบุญ แม้นอยู่ตรงหน้ากัน เราก็มิอาจจะรู้จักกันได้
คุณเชื่อเรื่องสายบุญไหม?
คุณผูกสายบุญไว้กับพระพุทธศาสนาแน่นแค่ไหน?
วันนี้มาฟังเรื่องชาวจีน ที่ผูกสายบุญกับพระพุทธศาสนาไว้อย่างแนบแน่น
แล้วก็ส่งต่อสายบุญไปยังทั่วไต้หวัน และทั่วโลก !
หยิบกระบี่ขึ้นมา แล้วเดินตามข้าพเจ้ามาติด ๆ ณ บัดนี้เถิด
โลกนิยายกำลังภายในของกิมย้งได้กล่าวไว้ว่า
ก๊วยเซียง ลูกสาวของก๊วยเจ๋งที่ไปตั้งสำนักง้อไบ๊
เตียซำฮง ที่ไปตั้งสำนักบู๊ตึ๊ง
ก็ล้วนแต่เอาเคล็ดวิชาเก้าเอี๊ยง ที่ได้ฟังจากกักเอี๊ยงไต้ซือ
มาพัฒนาเป็นเคล็ดวิชาของสำนักตัวเอง ฉันใด
จตุรบรรพตรุ่นใหม่ในไต้หวัน
ไม่ว่าจะเป็นท่านซิงหวิน ตั้งวัดฝอกวงซาน
ท่านเจิ้งเหยียน ตั้งองค์กรพุทธฉือจี้
ท่านเซิ่งเหยียน ตั้งวัดฝากู่ซาน
ก็ล้วนแต่ได้แนวคิดมาจากปรมาจารย์ท่านหนึ่ง
มาพัฒนาเป็นจุดแข็งของสำนักตนเอง ฉันนั้นเช่นกัน !
พระพุทธศาสนาในไต้หวัน ep.3 ขอนำเสนอประวัติ และแนวคิดของพระภิกษุมหายานรูปหนึ่ง
ผู้ที่มีสายบุญอันแนบแน่นกับพระพุทธศาสนา
และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “พุทธศาสนามนุษย์นิยม人間佛教”
ไปสู่พุทธศาสนิกชนชาวไต้หวัน และกระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลก
พระภิกษุผู้นี้มีนามว่า “ปรมาจารย์อิ้นซุ่น 印順導師”
แสวงหาสัมมาทิฏฐิชอบ 追尋正見
หมั่นประกอบตั้งศรัทธาให้คงมั่น確立正信
เพียรอดทนปฏิบัติมุ่งฝ่าฟัน 堅忍正行
สานสืบทอดธรรมอันเป็นสัจจาฯ 傳承正法
สี่ประโยคนี้ คือเป้าหมายที่ท่านอิ้นซุ่น พยายามทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อให้บังเกิดขึ้น
ท่านไม่ใช่แค่ทำได้ แต่ทำได้ดีมาก ๆ เสียด้วย
ท่านอิ้นซุ่น มีชื่อเดิมว่า จางลู่ฉิน 張鹿芹 เกิดในปีค.ศ.1906
ที่มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มณฑลเจ้อเจียงอยู่ตรงไหน ผมมีภาพชี้พิกัดครับ
จางลู่ฉิน ถือกำเนิดในครอบครัวที่ความพร้อมทางด้านการเงินไม่ค่อยดีนัก
แถมเป็นช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 พอดี
ชีวิตเด็กน้อยที่ดูแลตัวเองไม่ค่อยเป็น ไม่รู้การทำความสะอาด ไม่รู้จักการจัดข้าวของ
ยิ่งพวกเรื่องเสื้อผ้า ของเล่น ก็ไม่มีอย่างเพื่อน ๆ คนอื่นเขา
มีแต่ความโดดเดี่ยวเป็นเพื่อนสนิทที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด
ไม่ว่าเจออะไรมา ก็ไม่กล้าจะเอ่ยปากระบายให้คนอื่นฟัง
ส่วนความสามารถของเด็กชายจางลู่ฉินน่ะหรือครับ
ไม่ถนัดวาดรูป
ไม่ถนัดดนตรี
ไม่ถนัดพละ
ไม่ถนัดหลายอย่างเลย
เหตุผลที่ไม่ถนัดก็เพราะไม่มีความสนใจ
แต่สิ่งที่สนใจเป็นพิเศษคือ “การอ่าน”
อ่านหนังสือทั้งของลัทธิเต๋า ปรัชญาจีนของเล่าจื๊อ จวงจื่อ
หนังสือพันธสัญญาเดิม พันธสัญญาใหม่ของคริสต์
เรียกว่าหนังสือเกี่ยวกับแนวปรัชญา ศาสนาที่พอจะหาได้ตรงแถวบ้านเกิด
จางลู่ฉินอ่านเรียบ!
จนวันหนึ่งเมื่อจางลู่ฉินอายุ 20 ปีเต็ม
ได้อ่านเจอ อักษรจีน คำว่า 佛法 (ฝอฝ่า) แปลว่า “ธรรมะ”
พอเห็นคำว่าธรรมะ ก็มีความรู้สึกคุ้นเคยมาก ๆ
คุณเคยเจอใครครั้งแรกแล้วรู้สึกว่าคนนี้คุ้นจังเลย
เหมือนเราเคยรู้จักเขามาก่อน ทั้ง ๆ ที่เจอกันครั้งแรกไหม?
อารมณ์นั้นล่ะครับ
จางลู่ฉินตื่นเต้น ที่ได้เจอเพื่อนคนใหม่ที่ชื่อว่า “ธรรมะ” แล้ว
ตัวอักษรตัวใหญ่ คือ ฝอฝ่า (ธรรมะ)
ในใจมีแต่ความกระหายอยากจะรู้ว่าธรรมะนั้นเป็นยังไงกันแน่
เลยไปตามวัดที่พอจะไปถึง อยากจะไปหาหนังสือธรรมะอ่าน
พอเปิดประตูวัดเข้าไป กลับเจอแต่คนจุดธูปขอให้พรพระ
ขอให้ชีวิตสงบสุข ให้แข็งแรง ให้ร่ำรวย เท่านั้น
แถมนักบวชที่อยู่ที่นั่น ก็ดูลักษณะไม่มีอะไรแตกต่างกับโยมที่มาไหว้พระเลย
คือเน้นพิธีกรรมทางศาสนาเป็นหลัก โดยไม่ได้ศึกษาว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
หันซ้าย หันขวาเจอตำราพระสูตรจีนเล่มหนึ่ง
ก็ยืมมาอ่านที่บ้านด้วยความกระหาย
แต่เนื่องจากในวัยเด็ก จางลู่ฉินเรียนหนังสือมาน้อย
ดังนั้นการอ่านพระสูตรจีน จึงเป็นเรื่องยาก
ยากจริง ๆ นะคุณ ผมเคยไปเปิดอ่านดู
หน้าแรกจะทำให้ตาพร่า
หน้าที่สองจะทำให้มึน ๆ
หน้าที่สามสติจะหายไป
เหมือนมีค่ายกลอะไรอยู่ในนั้น
คือต้องบอกก่อนว่าศัพท์ทีใช้ในพระไตรปิฎกจีน เป็นศัพท์โบราณ
แล้วก็เป็นภาษาคัมภีร์ อ่านยากกว่าภาษาปัจจุบันเยอะเลย
แต่สิ่งที่เป็นเรื่องยากนั้น กลับทำให้จางลู่ฉินยิ่งรักที่จะอ่านพระไตรปิฎกมากขึ้น
มีอยู่วันหนึ่ง หนุ่มน้อยจางลู่ฉิน ไปเจอหนังสือพจนานุกรมอธิบายศัพท์พระพุทธศาสนาเล่มหนาเล่มหนึ่ง
อยากได้มาก แต่ไม่มีเงินจะซื้อ แล้วจะทำยังไง?
เป็นคุณ ๆ จะทำยังไง เมื่อไม่มีห้องสมุดให้ยืมหนังสือได้
ไม่มีเครื่องถ่ายเอกสารด้วย
ถึงมีเครื่องถ่าย ก็คงไม่มีตังค์ที่จะใช้จ้างถ่ายอยู่ดี ?
แต่จางลู่ฉิน ไม่ท้อเลย ไม่ได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค ต่อการศึกษาพระพุทธศาสนา
เขาไปสอบถามเพื่อนแต่ละคน จนรู้ว่ามีคนหนึ่งที่มีพจนานุกรมเล่มนี้
เลยไปยืมเพื่อน ยืมมาจดศัพท์ที่ไม่เข้าใจรึ?
ไม่ใช่หรอก เขายืมมาเพื่อมาคัดลอกศัพท์ทีละตัวๆ ด้วยลายมือของตนเอง จนจบเล่ม !
พจนานุกรมนะคุณ ไม่ใช่ โปสเตอร์ที่ภาพเยอะ ๆ ตัวอักษรน้อย ๆ
พจนานุกรม ฉือหยวน 辭源 ที่จางลู่ฉินคัด
การคัดลอกศัพท์ก็ไม่ใช่การคัดแบบตะบี้ตะบันส่งคุณครู
แต่เป็นการอ่านไป ทำความเข้าใจไป ตกผลึกความคิดไป
ดังนั้นมือก็เขียนไป ตาก็มองไป สมองก็คิดไป
ใจก็ดื่มด่ำไปกับรสพระธรรมที่ผ่านตัวอักษรตัวแล้วตัวเล่า
จนการคัดลอกศัพท์พระพุทธศาสนาครั้งนี้ได้ทำให้ความเข้าใจในธรรมะของจางลู่ฉินก้าวหน้าไปอีกขั้น
ชีวิตของมนุษย์นั้น เมื่อได้มา ก็สูญเสีย เมื่อมีเจอ ก็มีจาก
นี่เป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้กันอยู่แล้ว
แต่พอเจอเข้ากับตัว หลาย ๆ คนก็รับไม่ได้ หลายคนรับไม่ทัน
แล้ววันนั้นก็มาถึงตัวของจางลู่ฉิน
เมื่อเขาอายุได้ 23 ปี มารดาอันเป็นที่รักของเขาได้ละโลกไป
ผ่านไปอีกปี พ่อก็ป่วยและเสียชีวิตไปอีก
ในสองปีนี้เขาพยายามแสวงหาหมอมารักษาบิดา และมารดา
แต่ก็ไม่เป็นผล....
ความโศกเศร้าเสียใจปกคลุมใจของจางลู่ฉินเสียสนิท
แต่ก็เพราะความโศกเศร้านี่ล่ะ ที่เป็นกัลยาณมิตรชี้แนะให้เห็นชัดความไม่เที่ยงของชีวิตมนุษย์
การสูญเสียกลับเป็นการหลอมละลายกาย และใจของจางลู่ฉิน ให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะ
จนตัดสินใจอยากจะออกบวชในที่สุด...
สำหรับจางลู่ฉินแล้ว การบวชไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ลำพังแค่หาที่จะบวชก็ยากแล้ว
เพราะธรรมะในชนบทที่เขาอยู่นั้น ช่างหาศึกษาได้ยากจริง ๆ
แต่มันต้องมีสิ จะต้องมีที่ใดที่หนึ่ง ที่เป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนา ธรรมะรุ่งเรืองแน่ ๆ
ถึงตอนนี้ดูเหมือนสายบุญที่จางลู่ฉิน ได้ทำเอาไว้กับพระพุทธศาสนาในอดีต
จะได้โอกาสทำหน้าที่แล้ว สายบุญค่อย ๆ ดึงเขาไป ๆ
จนวันหนึ่งได้เห็นแผ่นประชาสัมพันธ์วิทยาลัยสงฆ์เป่ยผิงผูถี北平菩提佛學院
ที่อยู่ในมณฑลปักกิ่งในปัจจุบัน กำลังรับสมัครนักเรียน
ข่าวนี้เหมือนกับประทีปสว่างที่ถูกจุดขึ้น ในยามท้องฟ้าอันธการ เพื่อจางลู่ฉินโดยแท้
เขารีบเขียนจดหมายสมัครสอบทันที
และไม่นานก็ได้จดหมายตอบรับว่าสอบผ่าน
ให้เข้าเรียนได้ !
จางลู่ฉิน อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน เพื่อที่จะรอฟังข่าวว่าเมื่อไหร่จะเปิดเรียน
อยากศึกษาธรรมะ อยากศึกษาธรรมะ อยากศึกษาธรรมะ !
ยิ่งรอ ยิ่งร้อนรน จนในที่สุดอดรนทนไม่ไหว
จึงรีบเดินทางทางทะเล เพื่อจะไปปักกิ่ง ก่อนที่จะเปิดเรียน
บุกเดี่ยวไม่มีใครที่รู้จักไปด้วย นี้เป็นครั้งแรกของจากลู่ฉิน ที่ออกเดินทางไกลขนาดนี้
และการเดินทางในครั้งนี้ ก็เป็นการจากบ้านเกิด โดยไม่ได้กลับไปอีกเลย
ส่วนสายบุญจะทำหน้าที่พาจางลู่ฉิน ไปพบธรรมะที่เขาปรารถนาไหม?
แล้วความปรารถนาที่จะบวชของเขาจะสำเร็จเมื่อใด?
โปรดติดตามตอนต่อไป
แล้วเจอกันใหม่ครับ ไจ้เจี้ยน 再見
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




