วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

<<หลักปฏิบัติตนของชาวพุทธต่อเรื่องปาฏิหาริย์

@ ปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนา @

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง คือ

1.อิทธิปาฏิหาริย์_ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ เช่น แปลงกาย หายตัว ดำดิน เหาะ
2.อาเทสนาปาฏิหาริย์_ ทายใจ รู้วาระจิต รู้ความคิดของคนอื่น
3.อนุสาสนีปาฏิหาริย์ _คำสอนให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ทำความดี ทั้งทาน ศีล ภาวนา จนหมดกิเลสในที่สุด

อิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์นั้น ผู้ที่มีศรัทธาจริตก็จะอัศจรรย์ใจ เพิ่มพูนศรัทธา
แต่ผู้ที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส ก็อาจไม่เชื่อ โจมตีเอาได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องอนุสาสนีปาฏิหาริย์ว่าประเสริฐที่สุด

@การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า@

พระพุทธเจ้าทรงใช้ปาฏิหาริย์ทั้ง 3 อย่างในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพราะคนเรามีจริตอัธยาศัยต่างๆ กันอาทิ

- เมื่อตอนไปโปรดชฎิล 3 พี่น้องพร้อมบริวาร 1,000 คน หลังตรัสรู้ธรรมได้ 5 เดือน
ทรงแสดงปาฏิหาริย์ถึง 3,500 อย่าง จึงปราบมานะทิฐิของชฎิลลงได้ ทำให้เปิดใจฟังธรรมจนบรรลุธรรม
ขอบวชทั้งหมด เป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อมา



- เมื่อตอนไปโปรดองคุลีมาล ทรงแสดงฤทธิ์ย่นพสุธา จนองคุลีมาลวิ่งไล่ตามอยู่ 48 กิโลเมตรก็ตามไม่ทัน ทิฐิคลายใจเปิดทิ้งดาบฟังธรรม ได้ออกบวชและเป็นพระอรหันต์ในที่สุด


- แม้ในพุทธประวัติเองก็มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ก็ทรงเดินได้ 7 ก้าว มีดอกบัวผุดขึ้นรองรับ



>> แม้คนธรรมดาเมื่อมีจิตศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ก็เหนี่ยวนำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้ ดังเช่น
นายสุมนมาลาการ ชาวเมืองราชคฤห์ พบพระพุทธเจ้า เกิดศรัทธาท่วมท้นหัวใจ จึงนำดอกมะลิที่เตรียมถวายพระราชา
จัดถวายบูชาพระพุทธเจ้า ไม่หวาดหวั่นว่าจะถูกลงโทษแม้ความตาย เกิดอัศจรรย์ ดอกมะลิลอยเป็นซุ้ม
ติดตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปตลอดทางทั้งเมือง

>> หัวใจสำคัญคือ** อิทธิปาฏิหาริย์นั้นจะต้องเป็นไปเพื่อการเปิดใจผู้อื่นให้พร้อมรับฟังคำสั่งสอน
เพื่อปฏิบัติธรรมทำความดีต่อไป ไม่ใช่เพื่อให้ลุ่มหลงในอิทธิปาฏิหาริย์เหล่านั้น

@เรื่องเล่าปาฏิหาริย์@

<<ปาฏิหาริย์ของพระเถระในประเทศไทย
พระในสายปฏิบัติมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ดังบอกเล่าต่อเนื่องกันมา เช่น

1. หลวงปู่ทวด สามารถเหยียบน้ำทะเลทำให้เป็นน้ำจืดได้
2. พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต สามารถรู้วาระจิตผู้อื่น ปราบภูติผีปีศาจ ปราบสัตว์ร้ายให้เชื่องได้
3. หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ รู้วาระจิตผู้อื่น พระของขวัญวัดปากน้ำมีอานุภาพศักดิ์สิทธิ์มาก
4. หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เหาะได้ มีนักบินพบกลางอากาศ
5. ครูบาศรีวิชัย สามารถรู้วาระจิตผู้อื่น ฝนตกไม่เปียก

>> เรื่องปาฏิหาริย์นี้คนที่เชื่อก็จะเพิ่มศรัทธาอย่างมาก แต่คนที่ไม่เชื่อก็อาจโจมตีได้
เช่น มีบางคนออกมาพูดลบหลู่ดูหมิ่นพุทธประวัติอย่างรุนแรงว่า
ผู้ที่คลอดแล้วเดินได้เลย เห็นจะมีแต่วัวควายเท่านั้น
ปฏิเสธและโจมตีปาฏิหาริย์ทุกอย่างที่เหนือธรรมชาติอย่างน่ากลัวในผลบาปอันหนักจากวจีกรรมที่ลบหลู่ต่อพระพุทธเจ้ายิ่งนัก



1. พึงรู้ว่าปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาตินั้นมีจริง เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางใจ อย่าเพิ่งไปปฏิเสธ เพราะความรู้เรายังจำกัด
เช่น ถ้าเราไปบอกคนเมื่อ 100 ปีก่อนว่า เราอยู่กรุงเทพแล้วสามารถคุยกับคนอยู่อเมริกาได้
เขาจะไม่เชื่อ หาว่าเราโกหกว่ามีหูทิพย์เพราะเขายังไม่รู้จักโทรศัพท์มือถือ
ความรู้เขายังจำกัดอยู่ ปัจจุบันคนก็ยอมรับว่าทำได้จริง

2. พึงเข้าใจว่าปาฏิหาริย์จะมีประโยชน์ ต่อเมื่อเป็นเครื่องเพิ่มพูนศรัทธาเพื่อเป็นกำลังใจในการศึกษาธรรมะ
ทำความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป ทั้งการให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ปาฏิหาริย์แบบนี้มีประโยชน์

3. อย่าลุ่มหลงในปาฏิหาริย์แบบหวังผลดลบันดาล เช่น ขูดต้นตะเคียนขอหวย
ไหว้งู 2 หัว วัวพิการ 5 ขา ไหว้จอมปลวก ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ต่างๆ เพื่อขอผลดลบันดาล
โดยไม่ได้ทำความดี ไม่ได้สร้างบุญ หลงปาฏิหาริย์แบบนี้ ยิ่งหลงจะยิ่งโง่

ข้อเตือนใจ

1. อย่าหลงในความรู้วิชาการสมัยใหม่ของตน จนปฏิเสธดูหมิ่นปาฏิหาริย์ทุกอย่างว่าไม่มีจริง
ให้ฟังหูไว้หู เพราะความรู้ของมนุษย์ในปัจจุบันยังน้อยนัก เรื่องจริงแต่ความรู้เรายังไปไม่ถึงอธิบายยังไม่ได้มีอีกมาก
หากเราอาศัยความไม่รู้ไปโจมตีกล่าวร้ายต่อผู้มีคุณธรรมสูงอย่างพระพุทธเจ้า
พระเถระทั้งหลาย ไม่เชื่อก็อย่าเพิ่งลบหลู่ เสี่ยงต่อนรกยิ่งนัก

2. อย่าให้อิทธิปาฏิหาริย์มาบดบังอนุสาสนีปาฏิหาริย์
เห็นคนที่เขาเชื่อศรัทธาในปาฏิหาริย์ของผู้มีคุณธรรม แล้วตั้งใจทำความดี
ก็ควรอนุโมทนาในการทำความดีของเขา ตัวเราหากไม่เชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์
ก็ขอให้วางใจกลางๆ อย่าเพิ่งปฏิเสธแล้วตั้งใจศึกษาในส่วนคำสอน
ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุขความเจริญไม่ใช่ปฏิเสธอิทธิปาฏิหาริย์
แล้วเลยพาลดูถูกปฏิเสธคำสอนที่ดีๆ ของพระท่านไปทั้งหมด ก็จะเสียโอกาส ได้แต่บาปไม่ได้กุศลเลย

<<< การปะทะกันของ “กลุ่มพุทธติดกรอบ” กับ “กลุ่มพุทธกระแสหลัก” >>>



           พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่แดนสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ซึ่งได้ส่งคณะสมณทูตนำโดยพระโสณะและพระอุตระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาเมื่อราว 2,300 ปีก่อน

          คณะสงฆ์เถรวาทในประเทศไทยเท่าที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคสุโขทัย
ได้แบ่งเป็นคณะสงฆ์ฝ่ายคามวาสี (พระบ้าน) และคณะสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี (พระป่า) มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย
อยู่กันอย่างค่อนข้างเป็นอิสระ ดูแลกันโดยระบบอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์
ไม่มีระบบการศึกษาของส่วนกลาง ซึ่งพระภิกษุผู้บวชใหม่จะศึกษาพระธรรมวินัยจากอุปัชฌาย์อาจารย์ของตน
ศึกษาหลักธรรมปฏิบัติกับครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่ตนเคารพนับถือ ไม่มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ไม่มีการปกครองตามลำดับชั้นเจ้าคณะตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค หน ที่มีขึ้นในปัจจุบัน



          แต่มีการถือปฏิบัติตามพระธรรมวินัยดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงแต่งตั้งภิกษุรูปใดเป็นศาสดาแทนพระองค์
แต่ให้คณะสงฆ์ยึดถือพระธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์

         คณะสงฆ์ทั่วประเทศมีพระไตรปิฎกเป็นจุดร่วม ให้ความสำคัญกับการจารจารึกพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน
เพื่อสืบทอดคำสอน อาจมีการตีความเพื่อนำมาประพฤติปฏิบัติที่หลากหลายตามความคิดความเชื่อหรือตามกำลังสติปัญญาของแต่ละคน
แต่ทั้งหมดก็รวมกันเป็นคณะสงฆ์ไทยที่อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุก
ดำรงรักษาพระพุทธศาสนาและเป็นที่พึ่งทางใจให้กับประชาชนชาวไทยมาตลอดนับพันปี
ทำให้สังคมไทยสงบร่มเย็น  ผู้คนมีอัธยาศัยเอื้อเฟื้อเป็นสุข จนได้ฉายาว่า “สยามเมืองยิ้ม”



          ขณะที่คณะสงฆ์เถรวาทในประเทศศรีลังกา พม่า  มีการแบ่งนิกายจำนวนมาก
แต่คณะสงฆ์ไทยสามารถรักษาความเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายของความคิดและแนวปฏิบัติได้อย่างน่าชื่นชม
คณะสงฆ์ไทยมีการแบ่งนิกายเป็นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ตั้งแต่เมื่อครั้งพระองค์ทรงผนวชอยู่
ได้มีการตั้งคณะสงฆ์ “ธรรมยุติกนิกาย” ขึ้น คณะสงฆ์ไทยแต่เดิมจึงเรียกว่า “มหานิกาย”



          ในช่วง ร.4-ร.5 ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคมของตะวันตกอย่างมาก
จึงต้องรีบสร้างเอกภาพในชาติเพื่อป้องกันไม่ให้อังกฤษและฝรั่งเศสหาเหตุเข้ายึดครอง
ในทางบ้านเมืองมีการปฏิรูปการปกครองประเทศ  มีการตั้งกระทรวงมหาดไทย  มณฑล จังหวัด อำเภอ
รวมศูนย์อำนาจการปกครองประเทศเข้าส่วนกลาง

          ส่วนในทางคณะสงฆ์ก็มีการออกพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.121 ( พ.ศ.2445 ) ตั้งมหาเถรสมาคม
และเจ้าคณะปกครองระดับชั้นต่างๆ รวมอำนาจการปกครองสงฆ์เข้าสู่ส่วนกลาง จัดทำหนังสือตำราเรียน
หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์จากส่วนกลางทั้งบาลี และนักธรรม
กำหนดรูปแบบพิธีกรรมสงฆ์ บทสวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นให้เหมือนกันทั้งประเทศ
เป็นยุคของการสร้างกรอบมาตรฐาน เพื่อให้คณะสงฆ์ทั้งประเทศมาอยู่ในกรอบเดียวกัน
และยังรวมไปถึงอำนาจการตีความพระไตรปิฎกและการกำหนดระเบียบปฏิบัติของสงฆ์และชาวพุทธ
อยู่ในการควบคุมของคณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลาง

          ดังข้อความตอนหนึ่ง อันเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส
ซึ่งได้ทรงนิพนธ์ไว้ในตอนท้ายแห่งแถลงการณ์คณะสงฆ์ก่อนหน้าพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ความว่า

              “ภิกษุสงฆ์ แม้มีพระวินัยเป็นกฎหมายสำหรับตัวอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว  
               ก็ยังจะต้องอยู่ในใต้อำนาจแห่งกฎหมายฝ่ายอาณาจักรอีกส่วนหนึ่ง
              ซึ่งตราไว้เฉพาะหรือเพื่อคนทั่วไปและยังควรอนุวัตจารีตของบ้านเมือง
              อันไม่ขัดต่อกฎหมายสองประเภทนั้นอีก สรุปความ  ภิกษุสงฆ์มีกฎหมายอันจะพึงฟังอยู่ ๓ ประเภท
              คือ กฎหมายแผ่นดิน ๑  พระวินัย ๑ จารีต ๑ พระราชบัญญัตินี้
              เป็นกฎหมายแผ่นดินจึงสมควรจะรู้จะเข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้อง”

             ผลที่เกิดขึ้นตามมาที่น่าสังเกตคือ ได้เกิดมีกลุ่มชาวพุทธที่ยึดถือหลักการที่กำหนดมาใหม่ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่น
กลายเป็น “พุทธติดกรอบ” มีแนวปฏิบัติที่คอยปฏิเสธความคิดความเชื่อและแนวปฏิบัติของกลุ่มสงฆ์อื่น
ที่มีความเชื่อและแนวปฏิบัติต่างไปจากฝ่ายตน จนบางครั้งถึงกับมีการโจมตีหรือชี้นำโดยวางตนในฐานะผู้สอดส่อง
และตรวจสอบการตีความพระธรรมวินัย คล้ายกับเป็นตาชั่งหรือบรรทัดฐานของคณะสงฆ์ไทย

           ตัวอย่างเช่น

           การตีพิมพ์หนังสือของพระและนักวิชาการหลายท่าน ต่อต้านแนวคำสอนของคณะสงฆ์ที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม
ซึ่งนอกจากจะเป็นการเบียดเบียนทำลายภาพลักษณ์กันแล้ว กล่าวได้ว่าอาจนำไปสู่การสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ไทย
ซึ่งเท่ากับได้กำลังสร้างกฏประเภทที่ ๔ ซึ่งอาจเรียกว่า "กรอบ (ความคิดและการปฏิบัติ)"
ที่นอกเหนือไปจากกฏ ๓ ข้อข้างต้น ซึ่งชัดเจนว่า เป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องตามหลักการที่บัญญัติไว้ใน
พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ และถือว่าขัดกับเจตนารมย์ของพระเถระผู้บริหารปกครองคณะสงฆ์ในอดีต

    แต่กรอบความคิดและแนวปฏิบัติที่คณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลางพยายามสร้างขึ้นนี้เป็นของใหม่
เพิ่งมีอายุเพียงร้อยปีเศษ ไม่สามารถลบล้างความหลากหลายทางความคิดและแนวปฏิบัติของ
คณะสงฆ์ไทยที่มีมานานนับพันปีได้  เราจึงเห็นการตีความคำสอนและแนวปฏิบัติที่หลากหลายของวัดต่างๆในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
แม้คณะผู้ปกครองสงฆ์ส่วนกลางเอง  ในพระอารามหลวงต่างๆ ก็สามารถเห็นการประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่อง
การดูหมอ การปลุกเสกเลขยันต์ พิธีบูชาพระราหู การจัดสร้างวัตถุมงคล และพิธีกรรมหลากชนิดได้ทั่วไป


    คณะสงฆ์และชาวพุทธส่วนใหญ่ทั่วประเทศยังคงมีความเชื่อและแนวปฏิบัติที่หลากหลาย เป็นชาวพุทธกระแสหลักของประเทศ

    ปัจจุบันแรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคมผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังมีพระสงฆ์และชาวพุทธส่วนน้อยบางคนติดอยู่ในกรอบที่ถูกสร้างขึ้น

มีวิถีความคิดที่คับแคบว่า ต้องตีความพระไตรปิฎกแบบตนเท่านั้นจึงถูกต้อง
ปฏิเสธความคิดความเชื่อแนวปฏิบัติอื่นโดยสิ้นเชิงบ้างถึงขนาดหมกมุ่นโจมตีผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตน

    สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหฺมรํสี) วัดระฆังฯ ซึ่งเป็นพระมหาเถระมีชื่อเสียงในยุค ร.4 เคยกล่าวไว้ว่า
“บาลีมีนัยยะเป็นร้อย คนความรู้น้อยหาว่าขรัวโตเป็นบ้า ”



       คำกล่าวนี้สะท้อนแนวคิดของกลุ่มพุทธกระแสหลักได้เป็นอย่างดีว่า
ยอมรับความหลากหลายของการตีความและแนวปฏิบัติ ไม่โจมตีกัน แต่เน้นการสอนประชาชนให้เป็นคนดี
ยกระดับศีลธรรมในสังคมให้สูงขึ้น  แต่แม้กระนั้น ก็ยังยึดมั่นรักษาพระธรรมวินัย คือพระไตรปิฎก
ซึ่งก็มีอยู่แล้วไม่สูญหายไปไหน ไม่มีใครสามารถแก้ไขโดยพลการได้
เพราะถ้าใครไปแก้เพียงเอาไปเทียบกับของเดิมที่มีเผยแพร่นับแสนชุดก็รู้ทันทีไม่มีใครยอมรับ
คนทำมีแต่จะเสียไปเอง จึงมั่นใจได้ว่าไม่มีใครจะมาทำให้พระธรรมวินัยวิปริตผิดเพี้ยนไปได้

    แต่กลุ่มพุทธติดกรอบ จะติดอยู่ในกรอบความคิดที่คับแคบไม่ยอมรับความเห็นต่าง
บ้างถึงขนาดมองว่าผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตนเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
จ้องโจมตีผู้ที่คิดเชื่อไม่เหมือนตน ละเลยการเผยแผ่ธรมะสู่ประชาชน
ในปัจจุบันนี้ เหตุการณ์ได้ลามไปถึงระดับที่มีพระภิกษุเพียงไม่กี่รูป
โจมตีคณะสงฆ์ทั่วประเทศตลอดจนถึงมหาเถรสมาคมและผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่ามีแนวปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ตนต่างหากคือผู้ยึดถือความถูกต้อง

         แต่ครั้นไปดูวัตรปฏิบัติของพระภิกษุผู้นำขบวนของกลุ่มพุทธติดกรอบนี้
กลับพบว่าหาได้ดำเนินตามพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องไม่ เช่น มีการตั้งโรงเจในวัด
มีการสร้างพระเครื่องโดยกรีดเลือดของตนผสมเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความขลัง
ของตนผสมเข้าไปด้วยเพื่อเพิ่มความขลัง มีการประกอบพิธีโดยมีรูปบูชาทั้งเจ้าพ่อกวนอู
เจ้าแม่กวนอิม พระพิฆเนศ ฯลฯ นับเป็นความย้อนแย้งที่ประหลาดพิสดาร

           น่าสนใจติดตามว่า พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะก้าวพ้นความขัดแย้งระหว่างความหลากหลายของกลุ่มพุทธกระแสหลัก
และความยึดติดคับแคบของกลุ่มพุทธติดกรอบไปได้หรือไม่

          เราจะรักษาเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายเหมือนที่บรรพบุรุษไทยเคยทำมาได้หรือไม่
หากชาวพุทธส่วนน้อยก้าวพ้นจากความยึดติดในกรอบที่ถูกสร้างขึ้น

         ยอมรับความเห็นต่างและแปรเปลี่ยนพลังของตนจากการมุ่งใช้ทำลายล้างผู้เห็นต่าง
มาเป็นพลังสร้างสรรค์ มุ่งเผยแผ่ธรรมะอย่างที่ตนเชื่อสู่ประชาชน ความสงบร่มเย็นความสมัครสมานสามัคคีก็จะกลับมาสู่สังคมไทย
“สยามเมืองยิ้ม” ย่อมจะกลับคืนมา

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เอาภาพจากงานวิสาขบูชาที่ฮ่องกงมาให้ชมกัน

เพื่อนชวนไปร่วมงานวิสาขบูชาที่ฮ่องกงเลยเอาภาพมาให้ชมกัน

ฮ่องกงจะจัดงานวิสาขบูชาในวันที่ 14  พฤษภาคม  2559  เร็วกว่าของเถรวาท



สถานที่จัดงานคือ  Hong Kong Coliseum  



วงดุริยางค์นำริ้วขบวนเข้าสู่พิธี





เอกสารที่แจกในงาน



ตัวแทนคณะสงฆ์ในฮ่องกง  จีน   ตัวแทนรัฐาลจีน  ตัวแทนรัฐบาลฮ่องกง  องค์กรพุทธในฮ่องกงมาร่วมงาน




เพื่อนบอก  หลวงจีนรูปที่ใส่หมวกเป็นสังฆราชของฮ่องกง



สังฆราชฮ่องกง ตัวแทนจากรัฐบาลจีน และฮ่องกง  ตีระฆัง


พระจากหลายๆ  นิกาย  รวมทั้งพระไทยในฮ่องกงเข้าร่วมเกือบทุกวัด   ขาดแต่วัดธรรมกายในฮ่องกงไม่ได้มา

หมายเหตุ   ถ้าบรรยาภาพไหนผิดขออภัยมา ณ  ที่นี้   ด้วยภาษากวางตุ้งของผม  กระท่อนกระแท่น เต็มที  
บางทีเพื่อนบอกอาจจะฟังผิดไปบ้าง

ความลับหน้าเด็กหน้าใส ที่คนธรรมะธัมโมอยากจะบอก

ใบหน้า เป็นส่วนสำคัญที่สามารถสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต
ไม่ว่าจะเกิดมาหน้าตาดีหรือไม่ แต่การมีหน้าใส อ่อนกว่าวัย ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาแน่นอน

และเคยสังเกตไหมว่า ทำไมผู้ชอบปฏิบัติธรรม ถึงได้หน้าเด็กหน้าใสกัน หรือพระอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติกรรมฐานก็ตาม หน้าตาจะผ่องใสทั้งๆที่ไม่ได้ประทินผิวกันเลย เพราะอะไร เจ้าของกระทู้เลยตั้งข้อสังเกต → สมมุติฐาน → พิสูจน์ดู → เอามาแชร์กัน


1. อย่างแรก การสวดมนต์ค่ะ เพราะเป็นสมาธิอย่างง่าย ได้บุญในการภาวนา และความลับอยู่ตรงนี้
การกราบ ศีรษะของเรา หน้าผากที่จรดแนบกับพื้น (ค่อยๆกราบนะ กราบเร็วๆประหลกๆไม่ช่วยอะไร) ช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงที่ส่วนกะโหลกและใบหน้า (ใครกลัวเป็นสิว หาผ้าสะอาดๆรองหน้าผากนะ)

 
การทำวัตรเช้า 1 ครั้ง อย่างน้อยเราจะต้องกราบ 3 ครั้ง ถึง 3 เซต คือ รวม 9 ครั้ง 
การทำวัตรเย็น จะมีบทกาเยนะ วาจายะ... ให้กราบค้างประมาณ 10 วินาที 3 รอบด้วยกัน (ท่านี้) และกราบปกติ 9 ครั้ง
สรุปคือ เราจะได้กราบวันละอย่างน้อย 21 ครั้ง ซึ่งท่านี้คล้ายกับท่าโยคะ เรียกว่าท่าหน้าเด็กอีกด้วย


ส่วนนอกเหนือจากการกราบช่วยเพิ่มความอ่อนเยาว์แล้ว การสวดมนต์ ยังช่วยในเรื่องสมาธิอย่างง่าย(จะอธิบายอีกหัวข้อ) ถ้าสวดออกสียง ก็ช่วยให้พูดได้ชัดถ้อยชัดคำขึ้นด้วย เพราะภาษาบาลีจะออกเสียงเป็นคำๆ ตรงตามอักขระอย่างชัดเจน ใครต้องการฝึกการพูด ฝึกเป็นพิธีกร สวดมนต์ช่วยได้ค่ะ
ไม่เชื่อใช่ไหมหล่ะ งั้นลองออกเสียงบทนี้ลองดู

"โยโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ 
สวากขาโต เยนะ ภะคะวะตา ธัมโม 
สุปะฏิปันโน ยัสสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ 
ตัมมะยัง ภะคะวันตัง สะธัมมัง สะสังฆัง 
อิเมเหิ สักกาเรหิ ยะถาระหัง อาโรปิเตหิ อะภิปูชะยามะ 
สาธุโน ภันเต ภะคะวา สุจิระปะรินิพพุโตปิ ปัจฉิมาชะนะตานุกัมปะมานะสา 
อิเม สักกาเร ทุคคะตะปัณณาการะภูเต ปะฏิคคัณหาตุ 
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ ฯ"


เรียกว่าอานิสงค์ทั้งสวยชาตินี้และชาติหน้า  คุ้มแบบนี้ลองทำกันดูนะคะ 

บทสวดมนต์ที่เจ้าของกระทู้สวดเป็นประจำ  ตามนี้เลย
ทำวัตรเช้า
ทำวัตรเย็น
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ



2. ความลับที่ 2 นั่งสมาธิ

หลายๆคนรู้ว่าสมาธิดี แต่ทำไม่เป็น ไม่ชอบนั่ง แล้วมันจะเกี่ยวกับความอ่อนเยาว์ได้อย่างไร 

ให้ลองนั่งสมาธิ แล้วสังเกตการณ์หายใจของตัวเองดูนะคะ จากที่เริ่มนั่งเราจะหายใจแรง แต่ค่อยๆนั่งไปลมหายใจจะค่อยๆเบาขึ้น ละเอียดขึ้น จนเหมือนไม่หายใจเลย ความลับอยู่ตรงนี้คือ เราใช้ออกซิเจนน้อยลง อัตราการเผาผลาญก็น้อยลง เราก็แก่ช้าขึ้น  ที่เป็นเช่นนี้ มีคำตอบในทางทฤษฎีว่า

พ.ศ. 2510 ดร.เฮอร์เบิร์ต เบนสัน ผู้ก่อตั้งสถาบันรักษาใจและกาย (Mind/Body Medical Institute) ศาสตราจารย์สอนวิชาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Havard Medical School) รัฐแมสซาชูเซ็ทส์ ได้ทำการทดลองกับ นักปฏิบัติธรรม จำนวน 36 คน ผลการวิจัยพบว่า

1.     อัตราการใช้ ออกซิเจน ลดลง 17% หมายความว่า ถ้าร่างกายใช้ ออกซิเจน น้อยลง
อัตราการเผาผลาญ ในร่างกายก็จะ ลดลง ไปด้วย เมื่อเผาผลาญลดลงร่างกายก็เสื่อมน้อยลง เช่นกัน เมื่อร่างกายเสื่อมน้อยลง หน้าตาก็จะ อ่อนกว่าวัย และอายุขัยก็จะ ยืนยาว อัตราการเต้นของหัวใจ ลดลงนาทีละ 3 ครั้ง หมายความว่า หัวใจจะแข็งแรงและ ไม่ต้องทำงานหนัก เหมือนแต่ก่อน

2. สามารถบันทึกคลื่นสมองของคนเราได้ ด้วยการเอาเครื่อง EEG มาฉายแสดงออกเป็นเส้นกร๊าฟ ผลการวิจัยของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สรุปอย่างชัดเจนว่าสมาธิก่อให้เกิด คลื่นสมองธีต้า (Theta wave)

นอกเหนือนี้ ประโยชน์ง่ายๆของการนั่งสมาธิ คือ ลดความเครียด ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค มีอารมณ์เยือกเย็น มีความคิดที่เฉียบคม เบิกบาน มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์สูง นี่คือผลส่วนหนึ่งของการนั่งสมาธิเท่านั้นเอง หากท่านใดทำสมาธิได้เชี่ยวชาญขั้นสูง ได้อภิญญาต่างๆ จากการนั่งสมาธิเหมือนๆกับพระเกจิอาจารย์ที่เรารู้จักก็สามารถเรียนรู้ต่อไปได้

สำหรับใครที่อยากนั่ง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร คุณหนูดี วนิษา เรซ 

แนะนำว่า นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที และก่อนนอน 20 นาที
เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Thet a ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุดๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ค่ะ

อีก 1 เคส ที่ปรึกษาด้านการดูแลสุขภาพทางเลือกมืออาชีพให้กับคนดังอย่าง วิกกี้ วัลโคลนิส เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของดาราฮอลลีวู้ด ที่เคยได้ชือว่าสวยที่สุดในโลก อย่างกวินเน็ท พาโทรว์ ในหนังสือ The Body Doesn’t Lie ว่า พาโทรว์จะก็นั่งทำสมาธิผ่อนคลายทุกวัน วันละ 3 เวลา ครั้งละ 15 นาที คือ

เช้า เพื่อการมองโลกในแง่ดี
บ่าย เพื่อตั้งเป้าหมาย
เย็น เพื่อทบทวนและปล่อยวาง
ไม่เชิงเป็นการนั่งสมาธิแบบเราๆเท่าไหร่ แต่คือนั่งนิ่งๆ ปล่อยวาง หยุดคิด และปิดทุกอย่าง


เธอเอ๋ย คนที่สวยที่สุดในโลกยังนั่งสมาธิเลย แล้วสวยในซอยอย่างเรา จะไม่นั่งได้อย่างไร

การนั่งสมาธิ ก็ทำได้ไม่ยาก แล้วแต่ความชอบนะคะ บางคน ชอบนั่งเฉยๆ บางคน หรือภาวนาแล้วแต่ถนัดของแต่ละคนเลย แต่เจ้าของกระทู้ชอบฟังดนตรีเบาๆผ่อนคลายก่อน แล้วค่อยนั่งเฉยๆสัก 20 นาทีค่ะ

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอคลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ


ข้อมูลในกระทู้นี้ เจ้าของกระทู้ก็ได้ข้อมูลจากการสังเกต ค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต และลองทำดู เพราะเป็นคนสนใจเรื่องธรรมะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  
แล้วถามว่า หน้าเด็กหน้าใสหรือยัง ต้องตอบเลยว่า ดีกว่าตอนไม่รู้จักเข้าวัดเข้าวามากเลย เพราะตะก่อน เครียดง่าย→เป็นสิว→ยิ่งเครียด→กิน→อ้วน→เครียดยิ่งกว่าเดิม เป็นวัฏจักรเรื่อยไป แต่ตอนนี้เป็นสิวนานๆที (ถ้าช่วงไหนนอนดึก) พอหน้าดีขึ้น ชีวิตก็สดใสขึ้นน่ะ ไม่ต้องเชื่อกันก็ได้ แต่อยากให้ลองทำดู

ถ้าใครเคยไปปฏิบัติธรรมสัก 3 วัน 7 วัน จะเห็นได้ว่า ขนาดเราใส่ชุดขาว ไม่ได้แต่งหน้า แต่พอถ่ายรูปออกมา หน้าตากลับสว่างผ่องใสกว่าตอนแต่งหน้าจัดเต็มเสียอีก การสวดมนต์นั่งสมาธินั้น สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันเลย แต่ถ้าว่าง ลองหาสถานที่ปฏิบัติธรรมไปพักกายใจจากหน้าที่การงานนะคะ เริ่มวันวิสาขบูชานี้ก็ได้ รับรองว่ากลับ เพื่อนร่วมงานอาจจะทักว่ามาฝึกงานหรือเปล่าก็เป็นไปได้

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

ทำบุญมาก ได้มาก หรือ ไม่?


http://pantip.com/topic/35097944

แตกประเด็นจากกระทู้ "สำนักธรรมกายสอนสวนทางกับพระไตรปิฎกอยู่เช่นนี้ ท่านจะมีประโยค ๙ เปรียญเอกเป็นร้อยๆ ไว้ทำอะไร ?"

ยกความเห็นคุณ NeoCitran มานะครับ

--------------------

ในเรื่องนี้ ผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ...

“วัดสอนเรื่องบริจาคมากได้บุญมาก เป็นการสอนสวนทางกับพระไตรปิฎก”

ผมเห็นว่าไม่สวนทางครับ และมีแนวโน้มไปทางเดียวกันอย่างมากด้วยซ้ำไป

สวนทาง มันต้องใช้กับทิศทางตรงกันข้าม เหมือนรถสวนกัน คันหนึ่งขึ้นเหนือ อีกคันขับสวนมาลงใต้ อย่างนี้ครับจึงเรียกว่า “สวน”

ถ้าที่วัดสอนว่า บริจาคมากได้บุญมาก เป็นการสอนสวนทาง แสดงว่าต้องมีที่พระพุทธเจ้าสอนว่า...

1. “ทำทานมาก ย่อมไม่ได้บุญมาก” (โดยไม่มีเงื่อนไขอื่นประกอบนะครับ) หรือ

2. “ทำทานมาก ย่อมได้บุญน้อย” หรือ

3. “ทำทานน้อย จึงจะได้บุญมาก” หรือ

4. “ทำทานมากหรือน้อย ได้บุญเท่ากัน”


ถ้ามีคำสอนอย่างนี้อยู่ ผมจะโอเคครับ ว่าวัดสอนสวนทางกับพระไตรปิฎกจริง

หาคำสอนแบบนี้มาดูกันครับ

ถ้าหาไม่พบ อย่าเพิ่งสรุปว่าสวนครับ...เร็วไป

---------------------------------------------------------

ความจริงพูดแบบชาวบ้านเลยก็ได้ ยังไม่ต้องไปเอาตำรามากางคุยกัน คุณว่าประโยคไหนมันสมเหตุสมผลที่สุดครับ

1. “ทำทานมาก ย่อมได้บุญมาก” หรือ

2. “ทำทานมาก ย่อมไม่ได้บุญมาก” หรือ

3. “ทำทานมาก ย่อมได้บุญน้อย” หรือ

4. “ทำทานน้อย จึงจะได้บุญมาก” หรือ

5. “ทำทานมากหรือน้อย ได้บุญเท่ากัน”

คิดแบบคนไม่มีความรู้อะไร เอาสามัญสำนึกมนุษย์ทั่ว ๆ ไปนี่แหละ ลองโหวตดูก็ได้ครับ

ผมว่าข้อ 1 Make Sense ที่สุด...หรือคุณว่าไง

---------------------------------------------------------

ทีนี้พูดถึงการทำบุญ แล้วจะได้ผลบุญมากหรือน้อย มันมีเงื่อนไขประกอบอยู่ด้วย เช่น

ปัจจัยที่หามาบริสุทธิ์ไหม / เจตนาของผู้ให้เป็นอย่างไร / ผู้รับเป็นใคร มีคุณความดีมากน้อยแค่ไหน มาประกอบด้วย

ดังนั้นเมื่อจะเทียบว่า “ทำมาก ให้ผลบุญต่างจากทำน้อย” หรือไม่

1. ต้องเทียบใน Condition เดียวกัน หรือบริบทเดียวกันครับ อย่าเอาบริบทต่างกันมาเทียบกัน มันไม่ถูก

2. ต้องเทียบในคน ๆ เดียวกันด้วย...เพราะการทำทาน คือการกำจัดกิเลสโลภะ หรือความตระหนี่ในใจคน  (ความโลภ)

เมื่อตัดใจได้ บริจาคทรัพย์ไป บุญก็เกิดมาชำระล้างใจของผู้นั้นให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้นมา

มันจึงเป็นเรื่องเฉพาะคน จะมาเทียบบุญของคน 2 คน ที่ต่างคนต่างทำ ใน Condition ที่ต่างกันไม่ได้

ตัวอย่างเช่น... ผมจะตักบาตรพระ ท่านเดินมาสององค์  การที่ผมใส่บาตรพระแค่หนึ่งองค์ (ข้าว 1 ทัพพี + แกง 1 ถุง) 

กับผมใส่ทั้งสององค์ (เพิ่มข้าวอีก 1 ทัพพี + แกงอีก 1 ถุง)

ผมจะได้บุญเท่ากันไหม  ต้องเทียบอย่างนี้นะครับ ในบริบทเดียวกัน คน ๆ เดียวกัน

ไม่ใช่ไปเทียบว่า ผมตักสององค์ แต่เพื่อนข้างบ้านตัก 3 องค์ แล้วมาสรุปว่า เพื่อนข้างบ้านต้องได้บุญมากกว่าผม หรือผมจะได้มากกว่า

อย่างนี้ไม่ได้ เพราะมันคนละ Condition ครับ

คือต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น สมมุติเพื่อนบ้านได้เงินมาจากเล่นหวย (ทรัพย์ไม่บริสุทธิ์ แม้ทำมากกว่าผมก็ไม่แน่จะได้บุญมากกว่า)

หรือเพื่อนบ้านตื่นมาใส่บาตรไปงั้น ๆ เพราะเมียปลุกให้ลุกมาใส่ ไม่ได้ตั้งใจอะไร อย่างนี้ก็ไม่แน่ว่าจะได้บุญมากกว่าผมที่ใส่น้อยองค์กว่านะครับ

การยกเอาเรื่องของผู้หญิงบูชาพระบรมธาตุด้วยดอกบวบขมแล้วพระอินทร์ชมว่าได้บุญมาก     

อ่านดี ๆ สิครับ ว่าพระอินทร์ไม่ได้ชมว่าทำน้อยแล้วดี

แต่ชมว่าแม้จะทำน้อย แต่เพราะมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผลบุญมันจึงไม่น้อย

(ได้บุญเยอะเพราะอาศัยพระพุทธเจ้าครับ ไม่ใช่อาศัยดอกบวบแค่ 4 ดอก)

มาลองเล่นกันดูครับ ผมจะปรับบทให้ใหม่ เอาบริบทเดิมครับ

แต่ปรับให้เธอมีดอกบวบขมเพิ่มจาก 4 ไปเป็น 10 ดอก หรือมีดอกมะลิอีก 2 ตะกร้าเข้าไปด้วย

คุณว่าเธอยังจะได้บุญเท่าเดิมไหมครับ

ถ้าบอกว่าได้เท่าเดิม

โอเค งั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องเอาไป 4 ดอกก็ได้ เอาไปดอกเดียว ครึ่งดอก ก็พอ

หรือเอาไปแต่ก้านก็พอใช่ไหมครับ เพราะยังไงก็ได้เท่าเดิมอยู่แล้ว (ตรรกะประหลาดมาก)

มาที่เรื่องเวลามพราหมณ์ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าทำตั้งเยอะแยะ ยังสู้เลี้ยงพระโสดาบันอิ่มเดียวไม่ได้

แต่ไม่ได้บอกว่า เพราะบริบทนี้ เวลามพราหมณ์เขาเกิดในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนาไงครับ เขาไม่มีเนื้อนาบุญ

ผู้เขียนก็เล่า 2 เรื่องนี้ซะเกือบเคลิ้มตามไปว่า ทำทานน้อยก็ได้บุญมาก (เหมือนสตรีดอกบวบนั่น)

และทำบุญมากอาจได้บุญน้อย (เหมือนเวลามพราหมณ์) โดยไม่บอกคนอ่านว่ามันคนละบริบทกัน

ผมเปลี่ยนบทและตั้งคำถามให้คุณตอบดีกว่า

สมมุติเวลามพราหมณ์ ไปเกิดสลับยุคกับสตรีดอกบวบ

เมื่อสตรีดอกบวบมาเกิดในยุคของพราหมณ์ คุณว่าไอ้ดอกบวบ 4 ดอกนั่นมันจะทำให้เธอไปเกิดในสวรรค์ดาวดึงส์อีกไหมครับ

(แต่เวลามพราหมณ์ได้ไปเกิดบนสวรรค์ เพราะแม้ไม่เจอเนื้อนาบุญ แต่ก็ทำเต็มที่)

คราวนี้เอาเวลามพราหมณ์มาบูชาพระบรมธาตุบ้าง สลับกัน ด้วยทรัพย์เยอะแยะที่ว่ามานั่นแหละ

คุณว่าเวลามพราหมณ์น่าจะได้บุญขนาดไหนครับ จะมากกว่าสตรีดอกบวบไหม หรืออย่างไรดี

---------------------------------------------------------

สรุป 2 เรื่องนี้ให้ง่าย คือ เงื่อนไขไม่ได้อยู่ที่ใครทำมากหรือน้อย แต่อยู่ที่เจอเนื้อนาบุญ คือ พระพุทธเจ้าหรือพระสาวกหรือเปล่าต่างหาก

อุปมาสักนิดครับ

สตรีดอกบวบเหมือนมีข้าว 1 กำมือ (ดอกบวบ 4 ดอก) แล้วหว่านข้าวลงนาที่อุดมสมบูรณ์ (พระพุทธเจ้าหรือพระสาวก)

ข้าว 1 กำมือก็งอกงามได้ผลมากมาย

เวลามพราหมณ์ เหมือนมีข้าว 100 กระสอบ (ทรัพย์มากมาย) แต่ไม่เจอเนื้อนาบุญ

ก็เหมือนหว่านข้าว 100 กระสอบ ลงบนพื้นซีเมนต์ อย่าว่าแต่จะได้ผลเลย งอกหรือเปล่ายังไม่รู้

แต่ลองสลับกันสิครับ ให้สตรีดอกบวบมาเจอพื้นซีเมนต์บ้าง แล้วให้เวลามพราหมณ์มาเจอเนื้อนาบุญแทน

ผลจะต่างกันขนาดไหน...ระหว่างดอกบวบ 4 ดอก กับทรัพย์ทั้งหมดของพราหมณ์

---------------------------------------------------------

จะบอกว่า ทำมากได้มาก จริงไหม มันต้องเทียบในบริบท หรือ Condition เดียวกันครับ

ซื้อก๋วยเตี๋ยวร้านเดียวกัน ซื้อ 30 กับ 50 บาท ถ้ามันจะได้เท่ากัน ตรรกะมันประหลาดไปไหมครับ

---------------------------------------------------------

คราวนี้ขอกลับเข้าสู่โหมดชาวบ้านบ้างละครับ ผมคิดว่าทำทานมากย่อมได้บุญมากถูกต้องครับ

เริ่มเทียบระหว่างคนไม่ให้ กับคนให้ก่อนนะครับ (อย่าลืมว่าบริบทเดียวกัน)

คนไม่ให้ พูดทางบวกก็คือ ให้ = 0

เทียบกับคนให้ ซึ่งผมสมมุติว่าเป็นเลข 1 ก็แล้วกันครับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนให้ = 0 ไม่ได้บุญนะครับ

แต่คนให้ ซึ่งคือ 1 ได้บุญ...

1 จึงมีผลมากกว่า 0

ดังนั้น ถ้าให้มากขึ้น เป็น 2 คุณว่าบุญมันจะยังเท่ากับ 1 หรือน้อยกว่า หรือมากกว่าครับ

ถ้าเท่ากัน เราจะให้เยอะไปทำไมครับ มาให้แบบ 0.1, 0.2, 0.3 ก็พอแล้วครับ

อยู่ใกล้วัดไหน ไปทำบุญกับท่านสักบาทสองบาทก็พอแล้ว เพราะทำร้อย พัน หมื่น มันไม่ได้ต่างกันเลย

ใส่บาตรพระ ก็ใส่ข้าวสักเมล็ดสองเมล็ดก็พอแล้ว ใส่ทำไมตั้งหลายทัพพี

นี่คิดแบบชาวบ้านสุด ๆ แล้วครับ

(เรื่องสัมปทา 4 ขอข้ามนะครับ ท่านไม่ได้บอกว่า “ทำมากได้มาก” ก็ไม่แปลก และธรรมะเรื่องนี้ เขาพูดถึงการทำบุญแล้วได้ผลทันตาเห็นนะครับ

เงื่อนไขไม่อยู่ที่มากน้อย แต่อยู่ที่ต้องมีพระที่ออกจากนิโรธสมาบัติมาเป็นผู้รับ ซึ่งส่วนมาก ท่านจะอนุเคราะห์คนจนครับ

ทำน้อยก็ได้มากได้ แต่สมัยนี้จะไปหาท่านได้ที่ไหนครับ มันตำราเกินไป ไม่พูดดีกว่า)

---------------------------------------------------------

เอาสักสูตรนะครับ นี่ก็มีพระเคยเล่าให้ฟังมา “วณิชชสูตรครับ” (ปกติไม่อยากอ้างเลย มันทำให้คุยกันไม่สนุก)

พระสารีบุตรถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมบางคนค้าขายขาดทุน, บางคนกำไรนิดหน่อย, บางคนกำไรตามที่ตั้งเป้าไว้, บางคนกำไรเกินกว่าที่คิด

ถ้าอ้างจากพุทธพจน์ การมีทรัพย์มาก เกิดขึ้นเพราะอำนาจบุญ ก็แสดงว่า จะได้กำไร (ทรัพย์) มากหรือน้อย ก็เพราะบุญมากหรือน้อยด้วย

พระองค์ตอบว่า ถ้าปวารณากับพระไว้ว่าจะถวาย สมมุติจะถวายท่าน 10 บาท พอเอาเข้าจริง

1. ไม่ถวายสักบาท

2. ถวายไม่ถึง 10 บาท เช่น 3 บาท

3. ถวาย 10 บาทพอดี

4. ถวายมากกว่า 10 บาท เช่น 20 บาท มากกว่าที่ตั้งใจ

พระองค์บอกว่า

คนแบบที่ 1 พวกนี้ถ้ามาค้าขายก็ขาดทุน (บุญน้อยสุด เป็นประเภทให้ = 0 ครับ)

แบบ 2 ถ้าค้าขายจะมีกำไรนิดหน่อย (มีบุญมากขึ้น)

แบบ 3 ถ้าค้าขายจะได้กำไรตามที่ตั้งเป้าไว้ (มีบุญมากกว่า)

แบบ 4 ถ้าค้าขาย จะได้กำไรมากที่สุด (มีบุญมากที่สุด)

---------------------------------------------------------

เรื่องสุดท้าย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ ก็เพราะอำนาจบุญ

หมายถึงต้องมีบุญมาก บุญน้อยเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้... คำว่า “มาก”    ก็หมายถึงต้องมากกว่าคนทั่ว ๆ ไป ด้วย ไม่ใช่มากธรรมดา

มาดูว่าพระองค์ทำทานอย่างไร เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้า

พระองค์เล่าว่า ตอนเป็นพระโพธิสัตว์  พระองค์บอกตัวเองว่า ถ้าอยากจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องทำทานให้หมด

เหมือนกับการคว่ำหม้อน้ำ คือมีน้ำในหม้อเท่าไหร่ เทออกให้หมด = มีอะไรเท่าไหร่ ก็ให้ให้หมด อย่าหวงแหน ทำอย่างนี้จึงจะเป็นพระพุทธเจ้าได้

ถ้าทำเท่าไรก็ได้บุญไม่ต่างกัน เดี๋ยวก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ ท่านคงทำแบบเนิบ ๆ ไปแล้วครับ ไม่ต้องถึงกับคว่ำหม้อ

เราเองก็ต้องหาทางหมดกิเลสเหมือนกัน ก็ต้องทำแบบท่าน หรือแม้ทำได้ไม่เท่าท่าน แต่ก็ต้องทางเดียวกันแหละ

(จึงอนุมานได้ว่า เพราะทรงเห็นว่าจะได้บุญมาก ต้องให้มากด้วย จึงสอนตัวเองให้ทำอย่างนี้)

ในพระไตรปิฎก ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าชมคนที่ทำทานน้อยว่าดีสักที

มีแต่ชมคนที่ทำมาก เช่น อนาถบิณฑิกเศรษฐี และ นางวิสาขา ว่าเป็นเลิศ ดีกว่าใครทั้งหมดในการทำทาน

---------------------------------------------------------

ผมจึงขอสรุปแบบของผมครับว่า ทำทานมาก ได้บุญมาก

สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สุด และสมเหตุสมผล Make Sense ที่สุดด้วย

ส่วนท่านที่คิดว่าไม่ใช่ ขอให้ท่านทำตามที่เชื่อต่อไปครับ

เราต่างฝ่ายไม่มีใครเดือดร้อนครับ เงินของเรา เราหาของเรา เราใช้ของเรา บุญเป็นของเรา ต่างคนต่างทำครับ ไม่ทะเลาะกัน

และสมมุติว่าบุญที่ได้ไม่ต่างอะไรกัน ผมก็ยังชอบการให้มากอยู่ดีครับ

เพราะนอกจากบุญที่ไม่เห็นแล้ว ผมมีความสุขทุกครั้ง เมื่อรู้ว่าเงินที่ผมบริจาคไปมาก ๆ นั้น ก่อประโยชน์กับพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่

ทำมาก กับ ทำน้อย...ผมเลือกทำมากครับ ไม่ต้องเอาบุญมาล่อ ผมก็ชอบทำมากอยู่ดี

---------------------------------------------------------

ไหน ๆ แล้ว ก็อยากพูดอีกนิด คือคำว่า “ทำมาก” หรือ “ทำน้อย” เนี่ย มันไม่มีเกณฑ์วัดนะครับ ว่าเท่าไหร่เรียกว่ามาก เท่าไหร่เรียกว่าน้อย

สมมุติคุณกับผมมีรายได้เดือนละแสนบาท  ผมทำบุญเดือนละ 20,000 บาทเป็นปกติ

เงิน 20,000 สำหรับผม คือ ธรรมดา มากไหม ผมว่าไม่มาก  น้อยไหม แล้วแต่ครับ บางทีผมว่าน้อย บางทีก็โอเค

แต่ถ้าคุณไม่เคยทำทานมาก ปกติทำทีละร้อยสองร้อย ใส่ซองผ้าป่าอย่างมากก็ห้าร้อย พันนึง

เงิน 20,000 บาทนี้ สำหรับคุณคือมากครับ...โคตรมากด้วย 555

แต่สำหรับพวกตระหนี่ถี่เหนียวสุด ๆ  10 บาทสำหรับเขาก็มากแล้วครับ

สำหรับคนที่วัดพระธรรมกาย หรืออย่างน้อยก็ผม ครอบครัว เพื่อน และคนที่รู้จัก

ทุกครั้งที่คนข้างนอกบอกว่าเราทำบุญมาก...ในความรู้สึกของเรา เราว่าไม่มากครับ

ที่คุณบอกว่ามาก ที่จริงน่าจะเป็นเพราะคุณทำบุญน้อยเป็นปกติต่างหากละครับ (น้อยในความรู้สึกเรานะ 555)

แต่ไม่มีปัญหาครับ ต่างคนต่างสร้างบุญกันไป ตราบใดที่ทำบุญแล้วเราไม่เดือดร้อน ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ก็เป็นสิทธิ์ของเราที่จะทำ

---------------------------------------------------------

ขอจบเรื่องทำบุญไว้เท่านี้นะครับ  ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องสัพเพเหระแล้วครับ จะอ่านก็ได้ ไม่อ่านก็ตามสะดวก

เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าผู้เขียนอาจเข้าใจวัดไม่ถูกต้องนัก จะเป็นเพราะท่านรู้เรื่องวัดผิวเผินเกินไป หรืออย่างไรไม่ทราบ ก็แลกเปลี่ยนความคิดกันไปครับ

NeoCitran
=====


1. วัดนี้โน้มน้าวใจให้ “อยาก” โดยยกเอา รูปสมบัติ อะไรทำนองนี้มาล่อ ปุถุชนคนมีกิเลสก็อยากได้เป็นธรรมดา ซึ่งก็ต้องทำบุญสิ แล้วก็สรุปชวนให้คิดตาม

ถ้อยคำแบบนี้ผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผม (และคนอื่นอีกเยอะ) ทำมาก

เพราะผมเห็นว่าทำมากแล้วดี มีประโยชน์ทั้งกับผม ทั้งพระศาสนา

ดังนั้นไม่ต้องคิดแทนผมก็ได้ครับว่าจะถูกโน้มน้าวอย่างนั้นอย่างนี้ ตรงนี้ผมว่าคุณคิดแทนพวกเราเยอะไปครับ

ปัจจัยทำบุญที่วัดได้มา ผมคิดว่ามันตรงกับหลักของพาเรโตเลยครับ

คือ เงินบริจาคจำนวนมาก (สัก 70-80 %) ที่คนทำบุญให้วัด ได้มาจากคน 10-20 เปอร์เซ็นต์ครับ

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ทั้งที่เปิดเผยตัวและไม่เปิดเผย (เขาคงรำคาญคนมาด่า 555)

ท่านเหล่านี้เป็นพ่อค้าครับ เงินแต่ละบาทที่เขาได้มาล้วนยากเย็น

คนพวกนี้ไม่ได้โง่ครับ เอาบุญมาหลอก มาโน้มน้าว วัดไหนทำได้ลองดูเถิดครับ

ถ้าแค่พูดเชิญชวนให้อยากแล้วเขาจะทำด้วย วัดเมืองไทยคงรวยทุกวัดแล้วครับ

นี่เรื่องจริง คนพวกนี้เขาเห็นประโยชน์มากกว่านี้เยอะครับ

เช่น ตักบาตรเป็นหมื่นรูปดีอย่างไร จัดบวชพระแสนรูปดีอย่างไร คือ มันมีอะไรมากกว่าเรื่องบุญครับ

ส่วนคนอีก 80 % แม้ทำได้น้อยกว่า แต่ไม่ได้น้อยใจอะไร เราก็ทำเยอะแบบของเรา (ถึงจะน้อยเมื่อเทียบกับเขา)

อนุโมทนากับเขาที่ทำเยอะ และเราก็ช่วยวัดอย่างอื่นได้โดยไม่ต้องใช้เงิน (แต่สักวันต้องทำให้ได้เยอะเหมือนเขา เราก็ฝัน ๆ ไว้ก่อน)

สรุปว่า ถ้ายังทำไม่ได้อย่างเขา ก็อย่าเพิ่งไปคิดแทนเขาเลยครับ ว่าทำเพราะถูกชักจูง...ตรรกะแบบนี้ผมคิดว่าไม่ถูกครับ

---------------------------------------------------------

2. วัดนี้เน้นบุญจากการบริจาค ให้โอนเงิน ทรัพย์สินเท่านั้น จึงมีกิจกรรมที่ต้องใช้เงิน เช่น ธุดงค์ เป็นต้น

ตรงนี้ก็ไม่ถูกครับ วัดเขาเน้นทุกเรื่องละครับ และสอนให้ทำจริงจังทุกเรื่องด้วย

ทำทาน ก็สอนให้ทำจริง ๆ ทำให้เร็ว ทำให้บ่อย และทำให้มาก

รักษาศีล ก็ให้รักษาจริง ๆ ไม่ใช่อาราธนาศีลที่วัดแล้วกลับไปดื่มเหล้าที่บ้าน บี้มดตบยุงอีก

แต่ให้มีศีล 5 เป็นปกติ คือ มีตลอดเวลา มีทุกวัน และหาโอกาสรักษาศีล 8 เป็นระยะ ๆ ด้วย

นั่งสมาธิ... นี่ครับ คือจุดเด่น และสำคัญที่สุดของวัด ถือว่าเป็นเป้าหมายใหญ่

คนมาวัดจะรู้ว่ามาแล้วต้องนั่งสมาธิ (ไม่ทำทานยังได้เลย แต่มาแล้วไม่นั่ง ไม่ได้ครับ)

วัดนี้จึงเป็นวัดที่สาธุชนมาอยู่รวมกันแล้วจะเงียบ เวลานั่งก็เงียบ ต่างคนต่างนั่งไป

และการนั่งสมาธิกลายเป็นสิ่งที่คนวัดต้องทำทุกวัน แถมวัดยังให้ไปนั่งกันยาว ๆ ชนิด 5 วัน 7 วัน หมุนเวียนกันตลอดปีซะอีก

ถ้าคุณมาวัด คุณไม่ทำทาน ไม่มีใครว่าครับ คุณไม่รักษาศีล ไม่มีใครรู้ครับ

แต่ถ้าคุณไม่นั่ง คุณจะกลายเป็นคนแปลก เขาจะงงว่าแล้วคุณจะมาวัดทำไม

ถ้าถามว่า ทาน ศีล ภาวนา หลวงพ่อพูดเรื่องไหนมากที่สุด

คำตอบคือภาวนานะครับ เรื่องอื่นพูดเป็นคราว ๆ ไป แต่ภาวนานี้พูดทุกวัน สอนทุกวัน กระตุ้นทุกวัน

แต่เพราะทำทานมันเห็นเป็นตัวเงินไงครับ เป็นรูปธรรม คนจึงสัมผัสเรื่องนี้ได้ไว

ลองสมมุติให้รักษาศีล หรือนั่งสมาธิ เห็นเป็นเงินได้เหมือนทานนะ

ผมว่า 2 อย่างหลัง จะเป็นเงินกองรวมกันมากกว่าทานเยอะเลย...เยอะระดับท่วมวัดนะครับ 555

อย่างตัวผม ถามว่าทำอะไรมากสุด ผมว่าศีลกับนั่งสมาธินะ

ทำทานผมทำวันต่อวัน แต่รักษาศีลนี่ ทำทั้งวันครับ นั่งสมาธิวันละ 2 - 3 รอบนะครับ ตื่นนอน ระหว่างวันเท่าที่มีเวลา แล้วก็ก่อนนอนอีกครั้งหนึ่ง

สรุปว่า วัดสอนให้ทำทุกบุญอย่างเต็มที่ เต็มกำลังครับ

ผมพูดได้ เพราะผมมาวัดตั้งแต่อายุ 16 ตอนนั้นเงินยังไม่มีครับ ทำได้แค่รักษาศีลกับนั่งสมาธิ

วัดก็สอนให้ทำทานเต็มกำลัง แต่ผมทำได้ครั้งละสิบ ครั้งละร้อยบาท (นั่นคือเต็มกำลังของผมนะ)

วัดไม่เห็นจะว่าอะไร มาตอนนี้ อายุจะ 50 แล้ว ทำได้ทั้ง 3 อย่าง แต่นั่งสมาธิชักจะเมื่อยครับ 555

---------------------------------------------------------

3. วัดนี้ไม่เคยบอกญาติโยมว่า อยู่ใกล้วัดไหน ให้ไปทำบุญวัดนั้น และวัดนี้ดูดพระจากวัดต่าง ๆ ไปชุมนุมในกิจกรรมที่วัดจัดขึ้น

ไม่เห็นด้วยนะครับ  ผมได้ยินจนจำจำนวนครั้งไม่ได้แล้วว่า หลวงพ่อจะบอกว่า ใกล้วัดไหน ก็ไปทำบุญที่นั่น

แถมแต่ละปีท่านให้สำรวจด้วยว่า วัดไหนไม่มีใครไปทอดกฐิน ท่านก็ให้เด็ก ๆ ในชุมชน (เราเรียก V-Star) ไปทอดกฐิน

ทำรวม ๆ กันมาหลายปี เชื่อไหมครับ ยอดปัจจัยที่เด็ก ๆ ไปบอกบุญมาทำได้ หลายร้อยล้านบาทเชียวนะครับ (ผู้ใหญ่ยังอายน่ะ)

แถมวัดไหนจะร้าง ท่านยังให้ไปช่วยอีกด้วย

วัดนี้ไม่ได้ดูดพระนะครับ วัดนิมนต์พระมา

ซึ่งพระแต่ละวัดท่านก็พิจารณาของท่านว่าสะดวกมาร่วมไหม ท่านตัดสินใจเองครับ

หลายวัดท่านไม่ว่างแล้วปฏิเสธก็มี เรื่องแบบนี้เป็นปกติของสงฆ์ครับ คุณคนเขียนเคยบวชมาก็น่าจะรู้ พระท่านก็ช่วยกันอย่างนี้ ถือว่าเป็นกิจสงฆ์

ที่วัดพระธรรมกาย นิมนต์พระมาจำนวนมาก ๆ ปีหนึ่งสักครั้งสองครั้งละมังครับ

ปีหนึ่ง 365 วัน นิมนต์มาแค่วันสองวัน ไม่น่าเรียกว่าดูดนะ เพราะมาแล้วท่านก็กลับวัดท่านไป

ส่วนกิจกรรมต่างจังหวัด ไปจัดที่ไหนก็นิมนต์พระแถวนั้น ก็ในลักษณะเดียวกันนะครับ ซึ่งไม่ได้จัดทุกวัน ปีหนึ่งก็ไม่กี่ครั้งเหมือนกัน

ความจริงเวลาวัดอื่นจัดงาน ท่านมานิมนต์วัดพระธรรมกายไป ก็เห็นหลวงพี่ท่านไปร่วมงานเหมือนกันครับ พึ่งพาอาศัยกัน

ถ้าจะเรียกว่า “ดูด” พระ ต้องเป็นแบบนิมนต์ให้ท่านทิ้งวัดมาอยู่วัดพระธรรมกายครับ นั่นแหละดูด

-------------------------------------------

ขออภัยเนื้อหายาว คิดซะว่านาน ๆ มาทีนะครับ แลกเปลี่ยนกัน

ขอให้สนุกสนานกับการทำความดีทุกท่านครับ

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

คุยเรื่องกระทู้ “เสียงอ่าน ฯ กรณีธรรมกาย” สักนิดนะครับ


นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมถนัดเลยครับ และใจจริงไม่อยากจะเขียนถึงด้วย

ผมชอบความสงบร่มเย็นทางใจ มากกว่าอะไรที่ทำให้ร้อนครับ

เข้ามาที่ห้องศาสนา จะเห็นกระทู้ “เสียงอ่านฯ กรณีธรรมกาย” แบ่งเป็นตอนย่อย ๆ  มาโปรยไว้วันละตอนสองตอนเป็นประจำ

ขอชื่นชมว่าขยันกันจริง ๆ ครับ 555

คิดในแง่ดีคืออยากให้ความรู้กับเพื่อนสมาชิก

แต่คิดอีกแง่ เหมือนไม่อยากให้ลืมว่าวัดพระธรรมกายสอนผิดอย่างไรด้วย

ซึ่งผมไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่ครับ

ผมเห็นคุณค่าของหนังสือกรณีธรรมกายในแง่เป็นความเห็นทางวิชาการที่น่าสนใจ

แต่จะหมดความน่าสนใจ ถ้าใครจะเอามาใช้ว่าร้ายหรือให้ถกเถียงทะเลาะกัน

เมื่อมี “คุณผิด –  ฉันถูก” ที่ไหน เตรียมตัวได้ ว่าการทะเลาะจะตามมา

เมื่อไหร่ที่เห็นคนทะเลาะกัน หรือพระทะเลาะกัน ผมไม่ได้สนใจว่าใครชนะหรือใครแพ้

แต่ผมเห็น “ความอ่อนแอ” ซ่อนอยู่ครับ

คนในครอบครัวทะเลาะกัน ครอบครัวนั้นอ่อนแอ

คนในชาติทะเลาะกัน ชาตินั้นอ่อนแอ

พระในพุทธศาสนาทะเลาะกัน ศาสนานั้นอ่อนแอ

แพ้-ชนะ จะมีค่าอะไร !!

สมัยพุทธกาลมีเรื่อง “ขำ-ขื่น” อยากเล่าไว้เป็นอุทาหรณ์สักเรื่องครับ

ขำ – เพราะเป็นเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง ไม่น่าเป็นเรื่องเป็นราวอะไรได้

ขื่น – เพราะนำไปสู่การทะเลาะวิวาทใหญ่โต เสียหายกันไปทั่ว

สาเหตุที่ทะเลาะกัน เกิดจาก “น้ำ” ในขันส้วมครับ (555 ยังไม่ทันเล่าก็ขำไปแล้วครับ)

พระรูปหนึ่งเข้าส้วม แล้วเผลอปล่อยให้มีน้ำค้างอยู่ในขัน (คือไม่คว่ำขัน)

พระวินัยธรรูปหนึ่งมาเห็นเข้าบอกว่าผิดวินัย (เป็นอาบัติ) แต่ถ้าไม่แกล้งทำ ก็ไม่ผิด

พระรูปแรกเห็นว่าตัวไม่ได้แกล้ง จึงไม่ได้ปลงอาบัติ แล้วก็ไป

เรื่องเล็กเกิดกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะพระ 2 รูปนี้ เป็นระดับครูบาอาจารย์ ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายด้วยกันทั้งคู่

พระวินัยธรคงไปเล่าให้ลูกศิษย์ตัวฟัง ว่าพระที่เข้าส้วมเป็นถึงครูเขา แต่ทำผิดยังไม่รู้ตัว

ลูกศิษย์ไปพูดกระทบศิษย์พระที่ไม่คว่ำขัน ว่าอาจารย์พวกท่านต้องอาบัติก็ยังไม่รู้เลย

เรื่องจึงลุกลามใหญ่โต ฝ่ายหนึ่งหาว่าต้องอาบัติยังไม่รู้

อีกฝ่ายก็สวนกลับว่า ไหนบอกไม่แกล้งไม่เป็นไร อาจารย์พวกท่านกลับกลอกไปกลับกลอกมา

คนเรานะครับ ลองได้ทะเลาะกัน มันก็ไม่มีใครยอมใคร

พระทั้ง 2 ฝ่ายจึงเริ่มไปรวบรวมพวกที่คุ้นเคยชอบพอกัน ให้มาเข้ากันกับพวกตัว

ขอบเขตการทะเลาะก็ขยายลามออกไป

จนฝ่ายวินัยธรจัดการลงนิคหกรรม (ลงโทษ) พระที่ลืมคว่ำขันได้สำเร็จ

ชนะหรือครับ...เปล่าเลย เพราะฝ่ายที่ถูกลงนิคหกรรมก็ไม่แคร์

2 ฝ่ายจึงแตกกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ทำสังฆกรรมร่วมกันเหมือนเคย

เรื่องไปถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเข้ามาแก้ไข

แก้อย่างไร ?...

พระองค์ตำหนิทั้ง 2 ฝ่ายครับ

โดยตำหนิฝ่ายวินัยธรว่า อย่านึกว่าตัวฉลาด ต้องคิดด้วยว่าถ้าปรับอาบัติเขาแล้วจะทะเลาะกัน ก็ไม่ต้องไปปรับมันสิ

ส่วนชุดไม่คว่ำขัน ทรงตำหนิว่า ต่อให้ไม่ผิด แต่คนอื่นเขาเชื่อว่าผิด ถ้าการยืนกรานของเราทำให้ต้องทะเลาะกันไปใหญ่ ก็ให้ยอมรับผิดไปซะ

สรุป ตำหนิทั้งคู่ และให้ประนีประนอมกัน เพื่อความสามัคคี

เรื่องน่าจะจบด้วยดี แต่เชื่อไหมครับ พระ 2 กลุ่มนี้ก็ยังคงทะเลาะกันเหมือนเดิมต่อไป

พระองค์สอนอีกหลายครั้งก็ยังไม่ได้ผล

จนทรงใช้วิธีสุดท้าย คือ เมื่อสอนไม่ได้ก็ไม่สอนมันซะเลย

พระองค์เสด็จออกจากเมืองไปเฉย ๆ เลยครับ

พอทรงจากไป ชาวบ้านก็โวยวายละสิคราวนี้

ว่าเพราะพระพวกนี้ เราจึงไม่มีโอกาสได้เห็น ได้ฟังธรรมจากพระองค์

ชาวบ้านเริ่มรวมหัวกันเลิกใส่บาตร เลิกไหว้ ไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรทั้งสิ้น

พระพวกนี้ก็ดิ้นสิครับ

ไอ้ที่เคยข้าก็เก่ง เอ็งก็แน่ กลายเป็นเงียบกริบ ถ้าขืนทะเลาะกันต่อไปก็อดตายละครับ

ความพยศผยองพองลมดื้อด้านก็หมดไป รีบเดินทางไปขอให้พระพุทธเจ้ายกโทษให้ตัว

เหลือเกินจริง ๆ นะครับ กว่าจะยอมลดราวาศอกกันได้ เล่นเอาวุ่นวายไปหมด

พอจะ ขำ – ขื่น กันบ้างไหมครับ

เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ คล้ายโดมิโน่

----------------------------------------------------------

กลับมาเรื่องกรณีธรรมกาย

เห็นต่างก็อย่าให้ถึงกับทะเลาะกันเลยครับ

ชาวบ้านอย่างเรา ตราบใดยังไม่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ เผื่อใจไว้บ้างเถอะครับ ว่าสิ่งที่เราคิด เราเห็น อาจไม่ได้ถูกทั้งหมด

หนังสือกรณีธรรมกายเหมือนกัน เรื่องไหนไม่มีความรู้ ผมจะฟังหลายด้าน

เรื่องไหนพอรู้บ้าง หรือมีประสบการณ์ ผมก็อาจเห็นต่างออกไป ไม่ได้เชื่อด้วย

แต่ก็ชอบครับ

ส่วนที่ให้ความรู้ ทำให้ผมรู้เพิ่มขึ้น

ส่วนที่เป็นความเห็นหรือข้อแนะนำ ผมรับฟังด้วยความสนใจ

อย่างเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา ผมมีความรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ ปราชญ์ที่ไหนยกเหตุผลมาอ้างอธิบาย ผมก็เคลิ้มไปกับทั้งสองฝ่ายละครับ

บอกว่าเป็นอนัตตา ผมก็ อืม !! มีเหตุผล

บอกว่าเป็นอัตตา ผมก็ อืม !! มีเหตุผลอีกเหมือนกัน

555 เชื่อง่ายครับ

จึงไปหาอ่าน แล้วพบว่ายังมีนักวิชาการทางศาสนาเก่ง ๆ บางท่าน เห็นต่างไปก็มีครับ

เช่น ศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม (นี่ก็ปราชญ์เมืองไทยครับ) ท่านให้ความเห็นไว้ว่า (ยกมาบางส่วนนะครับ)

----------------------------------------------------------

“นิพพานอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงนิพพานของพระอรหันต์ที่สิ้นชีพดับขันธ์แล้ว นิพพานชนิดนี้มีปัญหาถกเถียงกันมาก และถกเถียงกันมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน

มีคนทูลถามพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วว่า พระอรหันต์สิ้นชีพแล้วอะไรเกิดขึ้น ท่านยังมีอยู่หรือไม่มีอยู่

ความจริงพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกก็ได้ประทานคำตอบไว้แล้วในพระไตรปิฎก แต่ถึงกระนั้น คนก็ยังถกเถียงกันอยู่

เพราะเหตุไร ?

ก็เพราะคำตอบเหล่านั้นยังไม่ชัดเจนพอ บางทีก็ตอบเชิงปฏิเสธ (Negative) ว่า นั่นก็ไม่ใช่ นี้ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่อะไรสักอย่าง บางทีก็ตอบว่า นิพพานลึกซึ้งจนพูดถึงไม่ได้ อธิบายไม่ได้

ด้วยท่าทีแบบนี้ จึงมีชาวพุทธเถรวาทเป็นอันมาก เช่น ท่านพุทธทาส เป็นต้น ยอมรับเฉพาะนิพพานทางจิตวิทยาเท่านั้น ไม่ยอมรับนิพพานที่เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ที่มีอยู่โดยตัวเองในเอกภพ หรือที่นักวิชาการสมัยใหม่ (ศาสตราจารย์ ดร.วิทย์ วิศทเวทย์) เรียกว่า นิพพานแบบอภิปรัชญา (Metaphysical Nirvana) ท่านเหล่านี้เชื่อว่า เมื่อพระอรหันต์สิ้นชีพ ดับขันธ์ลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็สิ้นสุดลงแค่นั้น ชีวิตของท่านดับไป เหมือนไฟหมดเชื้อ เหมือนตาลยอดด้วน ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

ปัญหาที่ใคร่จะพยายามตอบในบทความนี้ ก็คือว่า นิพพานแบบอภิปรัชญา มีอยู่หรือไม่

คำตอบที่ได้พบในพระไตรปิฎกเป็นแบบ ยอมรับว่ามี

ถ้าสนใจลองไปอ่านกันดูครับ (แต่ถ้าไม่ซีเรียสจริงจัง ก็ผ่านเถอะครับ ไม่ปวดหัวดี)

[Spoil] คลิกเพื่อซ่อนข้อความ
เนื้องจาก Link ที่ลงไว้ มีบางท่านอ่านได้ บางท่านเปิดมาเจออักษรเอเลี่ยน 555 แต่มีเพื่อนสมาชิกใจดี ไปหามาแปะไว้ให้ ที่ คคห. 48-1 และ 48-2 รบกวนอ่านตรงนั้นนะครับ

http://www.oocities.org/tokyo/field/1244/interest/int06271.htm
http://www.oocities.org/tokyo/field/1244/interest/int06272.htm


----------------------------------------------------------

เรื่องอื่น ๆ ในหนังสือนอกจากนี้ ผมคงขอข้ามไป

ที่ยกมาไม่ใช่ว่าอยากให้ทะเลาะกัน แต่อยากชี้ให้เห็นว่า คนที่เห็นต่างกันมันมี

ดังนั้นสามัคคีกันดีกว่าครับ

ต่างคนต่างยังไม่ได้เห็นนิพพานอะไร ชาตินี้ก็ใช่จะไปถึง

เหมือนคนเริ่มเดินทาง แต่ทะเลาะกันเรื่องปลายทางว่าเป็นอย่างไรซะแล้ว

จุดเด่นของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่อยู่ที่ว่าให้เชื่ออะไร แต่เด่นตรงที่ให้ลงมือทำครับ

ศาสนานี้จึงเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา ไม่ต้องเชื่อ แต่ให้ทำไปจนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเอง

ศาสนานี้จึงให้ความสำคัญกับ “ทาง” หรือ “มรรค” หรือ “ปฏิปทา” ในระดับที่ทรงท้าว่า “เอหิปัสสิโก” เชิญมาพิสูจน์ดู

ความเห็นต่างจึงไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ร่วมกันไม่ได้

และอย่าเพิ่งมั่นใจว่าความเข้าใจของเราถูกต้องอยู่คนเดียว

----------------------------------------------------------

ความเห็นที่ต่างกัน เหมือนเส้น 2 เส้นที่ขีดให้ยาวเท่ากันบนผืนทราย

การจะให้เส้นของฝ่ายหนึ่งยาวกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ ทำได้ 2 วิธี คือ

ลบเส้นของฝ่ายตรงข้ามให้สั้นลง - หรือขีดเส้นของเราให้ยาวขึ้น

โดยส่วนตัวผมชอบวิธีหลัง มันสง่างามกว่ากันเยอะเลยครับ

ลบเส้นของเขา เส้นเราก็เท่าเดิม ไม่ได้ดีเด่อะไรขึ้นมา

----------------------------------------------------------

ผมเชื่อครับว่าทุกคน ทุกวัด อยากทำให้พระพุทธศาสนาเจริญ

ดังนั้นเมื่อมั่นใจว่าความเข้าใจของเราถูก ก็ขีดเส้นของเราให้ยาวออกไปครับ

เห็นว่านิพพานเป็นอนัตตา ก็ไปสอนโยมให้ลงมือรักษาศีล นั่งสมาธิ จนเกิดปัญญา ให้โยมเข้าถึงนิพพานอนัตตานั้น

เห็นว่าทำบุญต้องอย่าสร้างให้ใหญ่โต ต้องแล้วแต่ศรัทธา หรือจะอะไร ก็ไปฝึกโยมให้ทำบุญให้ได้อย่างที่เราคิด

ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่พูดให้เขาเชื่อ แต่อยู่ที่ฝึกให้เขาทำตามที่เราเชื่อได้สำเร็จ จนเห็นผล

แปลงสิ่งที่คุณคิดและเข้าใจ ให้เป็นรูปธรรมเถอะครับ

ชาวพุทธอีกหลายสิบล้าน รอท่านไปชวน ไปสอน ไปฝึกให้เขาทำอยู่

คนเชื่อตามแบบวัดพระธรรมกายมีไม่มาก เมื่อเทียบกับคนไทยทั้งประเทศ

ชาวพุทธที่ไม่เชื่อพระพุทธเจ้าจริงจัง หรือเชื่อครึ่ง ๆ กลาง ๆ ยังดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน หมกมุ่นกับอบายมุข  ศีล 5 ยังทำไม่ได้ น่าจะมีหลายสิบล้านคน

ที่ยังเชื่อเจ้าพ่อ เจ้าแม่ ทรงเจ้าเข้าผี หมอดู ดวงชะตา ที่ไม่ใช่พระรัตนตรัย น่าจะอีกหลายล้านเหมือนกัน

วัดพระธรรมกาย สร้างขึ้นโดยแม่ชีอายุ 60 ปี คนหนึ่ง ที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ ยังทำได้ขนาดนี้

วัดอื่น ๆ มีพระมีโยมมีความรู้มากกว่านี้ตั้งเยอะ

ลุยเลยครับ...ผมเชียร์

----------------------------------------------------------

ขอให้สนุกสนานในการทำความดีครับ