วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สวนสัตว์->สถานที่แห่งนี้คือการทรมานสัตว์ เป็นบาป หรือเป็นสถานที่ช่วยเหลือสัตว์ เป็นที่ศึกษาผ่อนคลายของมนุษย์ขอรับ?

ได้เวลาเสวนาเรื่องราวที่เห็นกันอยู่โต้งๆตรงหน้า เกิดขึ้นจริงในสังคม
แต่เราต่างเนียมอายหรือไม่กล้าที่จะยกเอาเรื่องที่ว่านั้นมาเสวนากัน

สวนสัตว์ หรือ Zoo

มุมหนึ่ง นี่คือคุกของสัตว์นานาชนิดที่ไม่ได้ทำผิดอะไร พวกมันถูกบังคับให้มาอยู่ในพื้นที่อันจำกัด ถูกพาข้ามน้ำข้ามทวีป
มาอยู่ในสถานที่ๆหนึ่งที่มีรั้วรอบขอบชิด บางตัวโชคร้ายกว่าตัวอื่นๆที่ต้องไปอยู่ในสวนสัตว์ที่สกปรก ไม่ได้รับการดูแล
เจ็บป่วยซึมเศร้า เพราะอะไร? มนุษย์อาจจะอ้างว่าเพื่อไม่ให้พวกมันสูญพันธุ์ไป เพื่อให้มนุษย์ได้เห็นได้ศึกษาสัตว์ป่าตัวเป็นๆ
แต่แท้จริงแล้วคือมนุษย์เรานั้นไปทำลายไปแย่งที่อยู่อาศัยของพวกมัน ไปจับพวกมันมาแบบ Against their will

มุมหนึ่ง สัตว์บางชนิดหากอยู่ในธรรมชาติอาจจะถูกสัตว์ผู้ล่าตัวอื่นๆฆ่ากินอย่างเจ็บปวดทรมาน เจ็บป่วยมาก็ไม่มีสัตว์แพทย์คอยรักษา
ไหนจะเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจจะพรากชีวิตของพวกมันไปอีก ยังไม่นับเรื่องที่อาจถูกพวกพรานใจเหี้ยมล่าหรือจับมาทรมานเล่น
สัตว์บางสายพันธ์ุอาจจะสืบพันธ์ุยากขึ้นหรือไม่อาจออกลูกได้ตามปกติเพราะสภาพธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไป การได้มาอยู่ในสวนสัตว์
อาจจะเป็นชีวิตที่สุขสบายและอาจจะปลอดภัยมากกว่าอยู่เองตามธรรมชาติเสียด้วยซ้ำในอีกมุมหนึ่ง

ยังไม่นับเรื่องประโยชน์ที่มนุษย์อาจจะได้รับจากการวิจัยหรือเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์เหล่านี้
รวมถึงเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวที่มนุษย์เช่นชาวไทยสามารถไปดูม้าลายตัวเป็นๆได้โดยไม่ต้องบินไปถึงแอฟริกา
หรือไม่ต้องไปยืนดูฝูงม้าลายตามศาลที่คนเอาไปแก้บนกัน

ในมุมของท่าน
สวนสัตว์นั้นคือคุกของเหล่าสัตว์ป่าที่มารับโทษแบบบาปบริสุทธิ์ ระบบสวนสัตว์คือระบบบาป?
หรือสวนสัตว์คือแหล่งที่อยู่ที่สะดวกสบายมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าและปลอดภัยกว่าอยู่เองตามธรรมชาติที่ทรุดโทรมและเสี่ยงต่ออันตราย?

ด้วยรักและอยากเห็นม้าลายในทุงหญ้าซาวันน่า
กอดแมว
============
หน้าที่ของสวนสัตว์
1. จัดแสดงเพื่อให้คนทั่วไปได้รับชม สัตว์ย่อมมีความเครียด แต่มันก็ปรับตัวได้ และถูกดูแลเป็นอย่างดี มีขั้นตอนมากมายกว่าจะนำสัตว์ออกแสดงได้ไม่ใช่จู่ ๆ บินมาปั๊บใส่คอกโชว์เลย
2. เพื่อการอนุรักษ์ มีสัตว์หลายกลุ่มเลยถูกจัดเป็นสัตว์ที่กำลังถูกคุกคามและใกล้สูญพันธุ์ ทั้งจากเนื้อมือมนุษย์เอง และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ดังนั้นเพื่อการดำรงอยู่ของสัตว์ต่อคนรุ่นหลัง การอนุรักษ์คือหน้าที่ของสวนสัตว์อย่างหนึ่ง
3. เพื่อศึกษา วิจัย และขยายพันธุ์ ซึ่งทำให้โอกาสการรอดชีวิตไม่ว่าจากการเกิด การอยู่ในธรรมชาติ หรือจากโรคภัย มีมากขึ้น โดยเฉพาะสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ยกตัวอย่าง ขยายพันธุ์หมีแพนด้า สส.เชียงใหม่ นั่นก็ฝีมือคนไทย

บางทีอย่าไปคิดแทนสัตว์ครับ อย่าเอาความรู้สึกที่เราใช้กับคนไปประเมินกับสัตว์ เพราะพฤติกรรมคนกับสัตว์ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว
=======

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชาติแรกของ "พระนางพิมพา" พบ "พระโพธิสัตว์" นางอธิษฐานอย่างไร ? จึงเกิดมาพบกันทุกชาติ

ได้อ่านบทความนี้แล้ว จึงเข้าใจถึงคำว่า "ผลที่ได้รับ" ทุกอย่างย่อมมี "เหตุ"   เป็นปัจจัยก่อให้เกิด.....

     ชาติแรกของพระนางพิมพา พบกับ พระโพธิสัตว์ (สุเมธฤาษี) ยุคสมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้า และชาติสุดท้ายบรรลุพระอรหันตเถรีเข้าสู่นิพพาน สมัยพุทธกาลนี้ ที่เพิ่งผ่านมา

    พระนางพิมพาพบพระโพธิสัตว์ และอธิษฐานจิต ครั้งแรก ให้ได้เป็นสามีภรรยาและช่วยเหลือกันตลอดไปต่อสมเด็จพระพุทธทีปังกรพุทธเจ้า (พระโพธิสัตว์เป็นสุเมธฤาษี)

       พระนางพิมพาได้ตั้งความปรารถนาเป็นพระสาวิกา ตั้งแต่สมัยเมื่อ ๔ อสงไขยล่วงมาแล้ว โดยสมัยนั้น พระนางได้เกิดเป็นกุมารีนางหนึ่ง ซึ่งเป็นสาวแรกรุ่นโสภาอายุได้ ๑๖ ปี เป็นบุตรีของคฤหบดีชาวปัจจันตคาม วันนั้นเมื่อมีการประกาศว่า ให้มหาชนช่วยกันแผ้วถางทางเพื่อรับเสด็จ สมเด็จพระทีปังกรบรมโลกนาถเจ้า ก็มีศรัทธามาร่วมถากทางกับชาวบ้านปัจจันตคามทั้งหลายด้วย

        ครั้นได้เห็น สุเมธฤาษี ผู้มีฤทธิ์เหาะมาจากป่าใหญ่ มหาชนพากัน ชี้มือบอกฤาษีผู้ขออนุญาตให้ไปทำทาง ณ บริเวณที่เต็มไปด้วยโคลนเลน ซึ่งเป็นสถานที่จะทำให้สำเร็จได้ยากลำบาก แต่ฤาษีผู้มีฤทธิ์ ก็รับทำจำยอมแต่โดยดี เจ้าสุมิตตากุมารี ก็มีความเห็นใจแลสงสารท่านฤาษี จึงช่วยแผ้วถางและขนดินจากที่อื่นมาเทถมในที่นั้นด้วยใจภักดี ต่อฤาษีผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์เหาะเหิรเดินอากาศได้อยู่ไปมา

        องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกรบรมศาสดา ทรงประกาศแก่ปวงมหาชนว่า สุเมธฤาษีจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลอีกนานหนักหนา สุมิตตากุมารีก็บังเกิดความยินดีปรีดา รีบวิ่งไปแสวงหาดอกไม้ ได้ดอกอุบลสดใหม่มา ๘ ดอก แล้วจึงซบกายถวายบังคมลงตรงเบื้องพระพักตร์กระทำการสักการะบูชาสมเด็จพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าววาจาตั้งปณิธานตามความประสาใจของนางในขณะนั้นว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเป็นพระบรมโลกุตมาจารย์ ด้วยเดชาอานิสงส์ที่ข้าพระบาทได้กระทำสักการะบูชาแก่สมเด็จพระพุทธองค์เจ้าในกาลบัดนี้ ขอให้สุเมธฤาษี จงเป็นสามีของข้าพระบาทสมใจปรารถนาในภายภาคหน้าด้วยเถิด

      
"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บุญกุศลใดๆ อันเกิดจากพลีกำลังกายถากถางทางเพื่อเสด็จพระพุทธดำเนินในครั้งนี้ก็ดี และบุญกุศลที่ได้ถวายสักการบูชาสมเด็จพระทศพลด้วยดอกอุบลอันงามนี้ ก็ดี ขอให้สุเมธฤาษีนี้จงได้เป็นสามีร่วมรักแห่งข้าพระบาทผู้มีวาสนาน้อย ในอนาคตด้วยเถิด”


        สุเมธฤาษีโพธิสัตว์ผู้ซึ่งได้รับคำพยากรณ์จากพระโอษฐ์ แห่งองค์สมเด็จพระทีปังกรเจ้า ว่าจักได้สำเร็จซึ่งพระพุทธภูมิในอนาคตภายภาคหน้า ครั้นกุมารีงามโสภาชาวปัจจันตคาม เจ้ามาตั้งความปรารถนาและจะได้ตนเป็นสามี เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าก็พลันสะดุ้งตกใจเป็นอันมาก
        ทั้งนี้ก็เพราะว่า จะได้มีตัณหาความยากได้ใคร่ดีในนางกุมารีน้อยแม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ดังนั้น ท่านสุเมธฤาษีผู้มีฤทธิ์จึงกล่าวห้ามปรามความปรารถนาแห่งเจ้าสุมิตตากุมารีขึ้นว่า

“ดูกร เจ้าซึ่งมีพักตร์อันเจริญ อันความปรารถนาแห่งเจ้าที่จะได้เราเป็นสามีนี้ แม้จะเป็นความปรารถนาที่ดี แต่เราจะได้ชอบใจไปด้วยแม้แต่สักนิดหนึ่งก็หามิได้ ขอเจ้าจงถอนความปรารถนาเช่นนั้นเสียในกาลบัดนี้ ขอเจ้าอย่าพึงกระทำความปรารถนาอย่างนั้นเลย จงปรารถนาอย่างอื่นเถิด”


         สุมิตตากุมารีสาวงามแห่งปัจจันตคาม ซึ่งมีความปรารถนาในใจอันมั่นคงแรงกล้า แม้จะถูกฤาษีออกวาจากล่าวห้ามปรามฉะนี้เป็นหลายหนหลายครั้ง นางก็ยังยึดมั่นอยู่ในความปรารถนาดั้งเดิม หาแปรไปเป็นอื่นไม่
        สมเด็จพระทีปังกรบรมศาสดาจารย์ พระองค์ผู้ทรงมีพระญาณอันไม่ขัดข้องในทุกกรณี  จึงตรัสแก่สุเมธดาบสว่า

“ดูกร สุเมธดาบสเอ๋ย ตัวท่านอย่าได้ห้ามซึ่งความปรารถนาแห่งกุมารีน้อยนี้เลย ด้วยว่าในอนาคตกาลภายหน้า เมื่อตัวท่านบำเพ็ญพุทธบารมีธรรมเพื่อบ่มพระบรมโพธิญาณให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์นั้น กุมารีมีจิตมั่นคงนี้จักเป็นที่พึ่งอาศัยของท่าน และท่านจักได้บำเพ็ญบารมีเป็นภริยาทานบริจาคในกาลภายหน้าได้ ก็โดยอาศัยกุมารีนี้แลเป็นปัจจัยสำคัญ
        ดูกร สุเมธดาบสเอ๋ย ถึงเราตถาคตนี้เมื่อยังสร้างพระบารมีท่องเที่ยวอยู่ในกระแสวัฏสงสาร ได้อาศัยสตรีภาพจึงมีโอกาสบำเพ็ญภริยาทานเหมือนกัน เพราะฉะนั้นขอท่านจงอย่าห้ามความปรารถนาแห่งนาง จงปล่อยให้เป็นไปตามประสาแห่งใจนางในกาลบัดนี้เถิด”


       สุเมธฤาษีได้ฟังองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็มีความเลื่อมใสเชื่อฟังด้วยดี รับพระพุทธฎีกา สาธุ สาธุ สาธุ


       สมัยพุทธกาลนี้
       ปรากฏว่าเป็นเวลามากมายหลายชาติทีเดียว ในกาลครั้งยังต้องท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร เพื่ออบรมบ่มพระสัมโพธิญาณพุทธบารมีอยู่นี้ ที่อดีตสุเมธฤาษีได้เป็นสามีร่วมรักกับเจ้าสุมิตตากุมารี ตามแรงอธิษฐานของนาง เมื่อครั้งถวายดอกอุบล ๘ ดอก แด่สมเด็จพระมิ่งมงกุฎทีปังกรพุทธเจ้า
        บางคราวเกิดเป็นมนุษย์ทั้งสองก็ต้องเป็นคู่สามีภริยากัน แม้บางคราวจะเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ก็ได้เป็นคู่สู่สมภิรมย์รักไม่พรากจากกันไป ตลอดกาลอันแสนจะยาวนานถึง ๔ อสงไขยกับเศษอีก ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป นี้
        ชาติสุดท้าย สุเมธฤาษีและสุมิตตากุมารี บุรุษสตรีซึ่งเป็นสามีภรรยาคู่สร้างกันมาแต่ปางบรรพ์ สุดจะนับประมาณชาติที่เกิดได้นั้น ต่างก็พากันมาบังเกิดในมนุษยโลกเรานี้ โดยสุเมธฤาษีได้มาอุบัติในขัตติยะตระกูล ณ กรุงกบิลพัสดุ์บุรี ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าชายอังคีรสราชกุมาร หรืออีกพระนามหนึ่งว่า เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร
      ส่วนสุมิตตากุมารีสาวโสภาแห่งปัจจันตคาม ได้มาบังเกิดในขัตติยะตระกูล ณ กรุงเทวทหนคร ได้เป็นเอกอัครมเหสีของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระพิมพายโสธราเทวี

เสด็จโปรดพระญาติ แต่พระนางยโสธรา ไม่ยอมมาฟังธรรมเพราะน้อยใจ
       สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบว่า พระนางพิมพาเป็นคู่บารมีกันมาตั้งแต่ต้นจนอวสาน การแสดงพระธรรมเทศนาโปรดหมู่พระประยูรญาติ ปรากฏว่าพระนางพิมพาไม่ยอมไปฟังเทศน์ มีคนไปกราบทูลให้ทรงทราบพระนางก็ตรัสว่า

        “ในเมื่อพระลูกเจ้าเสด็จมาถึงประเทศนี้แล้ว และองค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็ทรงรู้จักตำหนักนี้ดี เคยอยู่มาก่อน ถ้าองค์สมเด็จพระชินวรไม่เสด็จมาโปรดเราถึงที่ เราก็ไม่ไป”

        เพราะอาศัยน้ำใจที่พระนางมีความรัก ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่พระพุทธเจ้า พระนางก็เกิดการน้อยใจว่า ตำหนักนี้เคยอยู่ ทำไมองค์สมเด็จพระบรมครูจึงไม่มาเทศน์โปรดสอนเราถึงตำหนัก เมื่อท่านไม่มาเราก็ไม่ไป
        องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงรู้ จึงทรงตั้งใจไปโปรดพระนางพิมพาถึงตำหนัก การไปคราวนี้ พระนางพิมพาอาศัยที่มีความรักความอาลัยอยู่เดิม จะเข้ามากอดที่ขาของพระองค์แล้วก็พร่ำรำพันถึงความทุกข์และความรักในอดีต เป็นอันว่าผลที่ติดตามมาถึงสี่อสงไขยกับแสนกัปจะไม่เกิดผล

เพราะจิตใจของตถาคตไม่มีกิเลสแล้ว จึงได้ทรงชวนพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตร ๒ ท่านไปด้วย คือให้ทั้งสองท่านรับทราบไว้ด้วย จะได้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดของคนต่อภายหลัง ขณะที่เดินไปจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า

       “พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลาน์ ถ้าเข้าไปในตำหนักของพระนางพิมพาแล้ว ถ้าพระนางพิมพาจะมากอดขาตถาตค ขอเธอทั้งสองจงอย่าห้าม และขอเธอจงเข้าใจว่า เวลานี้จิตใจของตถาคต ไม่มีอะไรแล้ว แต่ทว่ามีความห่วงใยในพระนางพิมพา ถ้าเธอทั้งสองห้าม เธอจะอกแตกตาย เพราะการบำเพ็ญบารมีมาในกาลก่อน เธอไม่ได้ทำเอง มีหน้าที่อย่างเดียวคือโมทนาความดีที่ตถาคตทำ ฉะนั้นการบรรลุมรรคผลของพระนางพิมพาจึงต้องเนื่องด้วยตถาคต จะหาทางช่วยตนเองให้บรรลุมรรคผลนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้”

         กล่าวถึงสมเด็จพระนางพิมพาราชเทวี ซึ่งทรงคุณวิเศษในพระพุทธศาสนาเป็นพระโสดาบันอริยบุคคล และทรงเป็นพระราชชนนีของพระราหุลอรหันต์ วันหนึ่งพระนาง

        ทรงเห็นคุณแห่งบรรพชา จึงเสด็จ พานางศักยราชนารีกับทั้งบริวารเสด็จคมนาการออกจากรุงกบิลพัสดุ์ไปสู่เมืองสาวัตถี ครั้งถึงจึงกราบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลขอบรรพชา ก็ทรงพระกรุณาโปรดประทานภิกษุณีอุปสมบทกรรมด้วยอัฏฐครุธรรม ๘ ประการ พร้อมกับนารีที่เป็นบริวารสมตามความปรารถนา

        รับกรรมฐานจากพระพุทธเจ้าและเจริญวิปัสสนายังไม่ทันถึง ๑๕ วัน ก็บรรลุพระอรหัต พระนางเป็นผู้ช่ำชองชำนาญในอภิญญาทั้งหลายระลึกชาติได้ถึงอสงไขยหนึ่งยิ่งด้วยแสนกัป โดยการระลึกถึงเพียงครั้งเดียว

        ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนาพวก ภิกษุณีไว้ในตำแหน่งต่าง ๆ ตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระภัททากัจจานาเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะผู้เลิศกว่า ภิกษุณีทั้งหลายผู้ได้บรรลุอภิญญาใหญ่ คำว่า "ได้อภิญญาใหญ่" นั้น หมายถึงพระสาวกผู้ที่ได้อภิญญาและสามารถระลึกชาติได้อสงไขยหนึ่งกับอีกแสนกัป ในขณะที่พระสาวกผู้ที่มิได้อภิญญาใหญ่นั้นสามารถระลึกชาติได้ไม่เกินแสนกัปเท่านั้น

        ในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ใดพระองค์หนึ่งนั้น จะมีผู้ที่สำเร็จอภิญญาใหญ่ได้เพียง ๔ ท่านเท่านั้น ในสมัยของพระพุทธเจ้าของพวกเรานี้ ผู้ที่สำเร็จอภิญญาใหญ่ ๔ ท่านนั้นก็คือ คือ พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานะเถระ พระพากุลเถระ และ พระนางภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธราพิมพา) สามารถระลึกชาติได้ประมาณเท่านี้.

        พระภัททากัจจานาเถรี หรือพระยโสธราเถรี ได้เข้านิพพานเมื่ออายุ ๗๘ พรรษา ก่อนพระพุทธเจ้า ๒ ปี

"กินเจไม่ได้บุญอย่างที่คิด กินเนื้อก็ไม่บาปอย่างที่เข้าใจ" สมเด็จพระญาณสังวรฯ

การกินเจ จริงๆไม่ได้บุญอธิบาย คือ เราไม่กินข้าวขาหมู แล้วคิด(จินตนาการ) ว่า หมูจะไม่ถูกฆ่า เปรียบได้กับเรานั่งอยู่บ้านเฉยๆแล้วคิด(จินตนาการ) ว่า เราไปช่วยสอนหนังสือคนอนาถา บุญที่เราไปสอนหนังสือคนอนาถานั้น ไม่มี ไม่เกิด เพราะเรา นึกๆคิดๆไปเองไม่ได้ทำ ไม่ได้กระทำจริง ถ้าอยากได้บุญ เราต้องช่วยชีวิตสัตว์ มี ๒ ข้อ คือ

๑.ช่วยชีวิตมันโดยการไถ่ชีวิต ซื้อสัตว์ที่กำลังถูกฆ่านำมาปล่อย
๒.เมตตาสัตว์ไม่ทำร้ายมัน อย่างนี้เป็นบุญ

แต่การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือกระทำจริง(ช่วยชีวิตสัตว์) เป็นเพียงแต่คิดไปเอง
พระเทวทัตเคย มาเสนอให้ชาวพุทธไม่กินเนื้อสัตว์พระพุทธเจ้าปฏิเสธ พร้อมให้เหตุผลว่า

๑. เนื้อสัตว์ไม่ใช่ของเหม็น อกุศลกรรมต่างหากที่เป็นของเหม็น
๒. พระต้อง ควรเป็นผู้เลี้ยงง่าย
๓. อนุญาตในการกินเนื้อสัตว์ที่ -ไม่เห็น -ไม่รู้ -ไม่ใช่เนื้อที่ฆ่าโดยเฉพาะให้ตน
๔. อาหารเป็นแค่ของเลี้ยงกายไม่ให้ตาย อย่าสนใจมาก

การกินเนื้อสัตว์ บาป หรือ ไม่ ?
การที่จะวินิจฉัยว่าบาปหรือไม่บาปนั้น ต้องพิจารณาว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นการผิดศีลข้อปาณาติบาต หรือไม่ ศีลข้อปาณาติบาต คือ งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ นั้นจะผิดศีลก็ต่อเมื่อประกอบด้วย องค์ ๕ คือ

๑. ปาโณ สัตว์มีชีวิต
๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต
๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า
๔. อุปกฺกโม พยายามที่จะฆ่า
๕. เตนมรณํ สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

เมื่อครบองค์ประกอบทั้ง ๕ ข้อ จึงถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ ผิดศีลข้อที่ ๑ เป็นบาป แต่ถ้าไม่ได้ลงมือฆ่าเอง และไม่ได้ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ก็ไม่เป็นบาป ตัวอย่าง เราไปจ่ายตลาด ซื้อกุ้งแห้ง ปลาดุกย่าง ปลาทู เนื้อหมู ฯลฯ เราได้มีส่วนร่วมในการฆ่าสัตว์เหล่านั้นหรือไม่ สัตว์เหล่านั้นย่อมตายก่อนที่เราจะไปซื้อมาเป็นอาหาร ถึงเราจะซื้อหรือไม่ซื้อ สัตว์เหล่านั้นก็ตายอยู่แล้ว เราไม่ได้มีส่วนทำให้ตาย


วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2559

ศาสนาพุทธจะล่มสลาย เพราะชาวพุทธ(ถูกยุให้)แตกกันเอง ????

ไม่รู้ทำไมพอผมอ่านบทความนี้จบ  สิ่งที่นึกถึงสิ่งแรกเลยคือภาพคนไทยที่เป็นชาวพุทธ กำลังทะเลาะกัน...  และยิ่งเห็นผู้ใหญ่บ้านเมืองตอนนี้ไม่สนับสนุนงานพระพุทธศาสนาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา... ฤาว่าศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของเหล่าท่านผู้นำเริ่มเสื่อมสลายไป  จึงไม่คิดใยดีว่าพระพุทธศาสนาในเมืองไทยจะอยู่ หรือจะล่มสลายไปเหมือนหลายประเทศที่เคยเป็นอดีตเมืองพุทธ!!!!
    บทความที่ผมนำมาลงนี้ ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใด  แต่ด้วยยุทธวิธีการขยายอาณาจักรที่ หากไม่พิจารณาดีๆ ก็ไม่รู้ ....
    การยึดเมืองๆหนึ่ง โดยอาศัยพลเมืองของเมืองนั้นเอง  เหมือนน้ำเซาะทราย  เอาผลประโยชน์มาเป็นตัวล่อ กว่าที่คนในประเทศจะรู้ตัว ก็สายไปเสียแล้ว...


ประวัติศาสตร์โลก:อังกฤษใช้เวลา100ปียึดครองอินเดียสำเร็จ เพราะการทรยศของคนในรัฐ


     …ราชวงศ์โมกุลหลังพระเจ้าออรังเซบเสื่อมอำนาจลงอย่างรวดเร็ว ประเทศราชและเขตปกครองต่างๆ ของโมกุลทยอยแยกตัวเป็นอิสระ จนเมื่อถึงกลางศตวรรษที่ 18 เขตปกครองของกษัตริย์โมกุลหดเหลือเพียงพื้นที่รอบนครเดลีเท่านั้น ชาวตะวันตกโดยเฉพาะอังกฤษกับฝรั่งเศสจึงฉวยโอกาสนี้เร่งขยายอำนาจและยึดครองพื้นที่ในอินเดีย เพื่อแปลงแคว้นต่างๆ ในอินเดียให้เป็นอาณานิคมและรัฐในอารักขาที่อยู่ใต้การปกครองของตน

     อังกฤษได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออก เพื่อทำการค้ากับดินแดนต่างๆ ในทวีปเอเชียตั้งแต่ปี ค.ศ.1600 อังกฤษได้ก่อตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกเมื่อปี 1611 ต่อมาได้ตั้งที่มั่น 3 แห่งขึ้นตามชายฝั่งของอินเดียคือ มัดราส (ค.ศ.1639) บอมเบย์ (ค.ศ. 1668) และกัลกัตตา (ค.ศ.1698) แล้วใช้ที่มั่นทั้งสามแห่งนี้ขยายการค้าและอิทธิพลทางการเมืองในอินเดีย

     ส่วนฝรั่งเศสได้ตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกเมื่อปี 1664 และตั้งสถานีการค้าที่อินเดียครั้งแรกในปี 1668 ต่อมาก็ได้สร้าง พอนดิเชอร์รี ขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าการปกครองของตนในอินเดียเมื่อปี 1674

     แม้ฝรั่งเศสจะเข้ามาอินเดียหลังชาติยุโรปอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นประเทศตะวันตกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอินเดียในช่วงกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนเป็นที่ริษยาแก่ชาติยุโรปอื่นโดยเฉพาะอังกฤษ

     อังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นคู่ปรับที่แข่งขันกันล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18 อินเดียเป็นสมรภูมิแข่งขันที่สำคัญแห่งหนึ่งของสองประเทศนี้ ฝรั่งเศสเริ่มรับสมัครชาวอินเดียจัดตั้งเป็นกองทหารรับจ้าง แล้วใช้กองทหารนี้แทรกแซงกิจการภายในของรัฐต่างๆ ในภาคใต้อินเดียตั้งแต่ปี ค.ศ.1742 อังกฤษได้จัดตั้งกองทหารรับจ้างตามอย่างฝรั่งเศสและเข้าขัดขวางการขยายอำนาจของฝรั่งเศส ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศนี้ได้นำไปสู่สงครามคาร์เนติกสามครั้งในปี 1746-1748, 1749-1754 และ 1756-1763

     ผลของสงครามปรากฏว่าฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงยอมยุติบทบาทของตน ปล่อยให้อังกฤษเป็นฝ่ายขยายอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในอินเดีย

     อังกฤษเริ่มทำสงครามขยายอำนาจในอินเดียด้วยการเอาชนะนาวาบ (ผู้ว่าการ) แห่งเบงกอลที่พลาสซีย์เมื่อปี ค.ศ.1757 จากนั้น ได้ทำสงครามยึดครองเบงกอล (ค.ศ.1763-1764 ) สงครามไมซอร์สี่ครั้ง (ค.ศ.1767-1769 , 1780-1784 , 1790-1792 , 1799) สงครามมาราทาสามครั้ง (ค.ศ.1775-1782 , 1803-1805 , 1817-1818) สงครามซินด์ (ค.ศ.1843) และสงครามซิกข์สองครั้ง (ค.ศ.1845-1846 , 1848-1849)
รวมใช้เวลาเกือบร้อยปี จึงยึดครองดินแดนอินเดียได้ทั้งหมด

     การที่อังกฤษสามารถเอาชนะอินเดียที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและมีประชากรมากกว่าตนถึงสิบเท่าได้นั้น เป็นเพราะอินเดียขณะนั้นแตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย รัฐต่างๆ ยังมีเรื่องขัดแย้งกัน และเกิดสงครามติดพันกันตลอดเวลา อังกฤษจึงสามารถเลือกเป้าโจมตีได้ตามใจชอบ บางครั้งยังดึงรัฐอื่นเป็นพันธมิตรมาโจมตีอีกรัฐหนึ่ง

    อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก]]อังกฤษยังนิยมใช้วิธีซื้อบุคคลสำคัญของรัฐที่ตนโจมตีเป็นไส้ศึก รัฐจำนวนมากประสบความพ่ายแพ้ต่ออังกฤษเพราะการทรยศของคนในรัฐนั้นเอง

     อังกฤษยังมีวิธีแยบยลในการแก้ปัญหากำลังทหารไม่เพียงพอกับการขาดแคลนงบประมาณทางทหาร อังกฤษรับสมัครชาวอินเดียมาเป็นทหารรับจ้างจำนวนมาก เมื่ออังกฤษรบชนะรัฐใดหรือบีบให้รัฐใดยอมจำนน อังกฤษจะทำสัญญาให้รัฐนั้นยินยอมให้ตนส่งทหารมาตั้งประจำและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของทหารเหล่านั้น สำหรับบางรัฐจะทำสัญญาให้มีหน้าที่ส่งทหารจำนวนตามที่ระบุมาช่วยรบเมื่ออังกฤษต้องการ

     ดังนั้น จึงเท่ากับอังกฤษใช้คนของอินเดียและเงินของอินเดียมายึดครองอินเดีย โดยใช้กำลังคนจากอังกฤษน้อยมาก และแทบไม่ต้องใช้เงินงบประมาณโดยตรงจากอังกฤษ…


ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 ก.ย. – 27 ก.ย. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (9)

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

พระธรรมาจารย์ซุยยวิ๋น พระผู้ทรงธรรมมีมหาเมตตา แม้จะโดนทำร้ายแทบปางตาย

พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น 虚云老和尚(ค.ศ.1840-1959)  พระเถระนักปฏิบัติธรรม ผู้มีอายุถึง 118 ปี

          ท่านเคยเดินธุดงค์ข้ามประเทศ และภาวนาเข้าฌานสมาบัติยาวถึง  ๙ วันบ้าง ๑๘ วันบ้าง และท่านยังเคยเดินทางมาทำภาวนาที่เมืองไทย  ในคราวนี้ขอนำเสนอ เวลาในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน  ที่คล้ายๆ พระโมคัลลานะ คือถูกทำร้าย  จึงแปลบ่างส่วนของบทความคร่าวๆที่ได้จากห้องเรียนอ.เจินเจิน มาฝาก ว่าพระเถระท่านได้ผ่านชีวิตในยุคคอมมิวนิสต์นั้นอย่างไร 




          พระธรรมาจารย์ ซุยยวิ๋น ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ เมื่อท่านอายุราว ๔๐ ปี  ท่านได้กระทำการสักการะพระพุทธเจ้าด้วยการ เดิน ๓ ก้าว กราบ ๑ ครั้ง เหมือนที่ชาวทิเบตทำ จากภูเขาผู่ถัว ถึง ภูเขาอู่ไถ  เพื่อเป็นการทดแทนคุณบุพการี  ในช่วงที่ท่านนั่งเข้าฌานสมาบัติ บนภูเขาสูงเป็นครั้งแรกนั้น  ขณะที่ท่านกำลังต้มมันเพื่อฉันเป็นอาหาร ระหว่าที่รออยู่นั้นท่านได้ทำสมาธิรอ แต่ปรากฏว่า  แม้อากาศบนภูเขาในขณะนั้นจะหนาว แต่ท่านกลับทำสมาธิรวดเดียว โดยไม่ลืมตาเลยเป็นเวลาถึง ๑๘ วัน  ซึ่งเมื่อพระเพื่อนของท่านมาเยี่ยมในวันตรุษจีนจึงได้พบท่านนั่งทำ สมาธิอยู่จึงได้เรียกชื่อท่าน ท่านซุยยวิ๋นจึงออกจากสมาธิและทราบว่าเวลาได้ผ่านไปแล้วถึง๑๘ วัน  อีกครั้งท่านได้เดินทางมาที่ประเทศไทยและได้เข้าฌานสมาบัติ ๙  วัน ปรากฎว่าหลังจากนั้นท่านก็ไม่สามารถขยับตัวได้เป็นเวลาหลายวัน  ท่านจึง ภาวนาถึงพระมหากัสสปะ  ในคืนนั้นท่านฝันถึงพระภิกษุผู้สูงอายุรูปหนึ่ง  โดย ในฝันได้พระภิกษุรูปนั้นบอกท่านว่าอย่าอยู่ห่างจากจีวรและบาตร จงเอาจีวรและบาตรเป็นหมอน ทุกอย่างจะดีเอง  ต่อมาไม่นาน ท่านจึงกลับมาขยับตัวได้  และท่านได้เข้าฌานสมาบัติอีกครั้งเมื่อบั้นปลาย ชีวิต



          เมื่อท่านอายุ ๑๑๒ ปี เป็นช่วงยุคปฏิวัติวัฒนธรรมของจีน ที่คอมมิวนิสต์มีความต้องการทำลายศาสนาและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น เต๋า ขงจื้อ หรือแม้แต่พุทธศาสนา  ในช่วงนั้นพระลูกวัดท่านจำนวน ๒๖ รูปถูกจับกุมและโดนทำร้าย ท่านจึงได้เข้าฌานสมาบัติโดยล็อกห้อง  ไม่มีการส่งอาหารและน้ำ  ในห้องมืด ที่เหมือนถ้ำที่มืดทั้งกลางวันและกลางคืน  เมื่อผ่านไปสามวัน  พวกเรดการ์ด (อาสาสมัครเพื่อพรรคคอมมิวนิสต์) ๑๐ คนได้พังประตู และเข้าไปทำร้ายร่างกายท่าน  ด้วยไม้และเหล็ก  และลากท่านมาทำร้ายต่อที่ พื้น แม้ว่าท่านจะโดนทำร้ายสักกี่ครั้ง  ตัวของท่านจะกลับไปสู่ท่านั่งสมาธิและ หลับตาเสมอ  วันนั้นพวกเรดการ์ดได้ทุบตีท่านถึง ๔ ครั้ง จนคิดว่าท่านคงเสียชีวิตแล้ว จึงเดินทางกลับไป  พอตกค่ำท่านซุยยวิ๋นจึงพยายามพยุงตัวขึ้นมาบนเตียงและ กลับมาสู่ท่านั่งสมาธิอีกเหมือนเดิมในวันที่ ๕ พวกเรดการ์ดเข้ามาเห็นท่านยังคงอยู่ในท่านั่งสมาธิ  จึงลากท่านลงมาที่ พื้น  แล้วรุมกระทืบท่าน เมื่อพวกนั้นกลับไป  อุปัฏฐากได้พยุงท่านขึ้นบนเตียงอีกครั้ง ในเช้าวันที่ ๑๐ ท่านได้เปลี่ยนท่านั่ง  เป็นท่าศรีไสยาส  เมื่อใกล้เช้าวันที่ ๑๑ อุปัฏฐากได้ยินเสียงครางของพระเถระ จึงพยุงและบอกว่าท่านได้อยู่ในสมาธิกี่วัน  พระเถระได้เล่าว่าในช่วงเข้า สมาบัติในสมาธิ ท่านได้ไปฟังธรรมที่ชั้นดุสิต  ซึ่งท่านได้เล่ารายละเอียดอีกมากมายถึง เรื่องที่ท่านไปฟังธรรมกับพระศรีอริยเมตไต ที่สวรรค์ชั้นดุสิตเขตใน (จะนำมาแบ่งปันคราวต่อไปหากสนใจ) 




          ในช่วงหนึ่งที่พวกเรดการ์ดกลับมา แล้วเห็นท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกนั้นเริ่มประหลาดใจและเกิดความกลัวขึ้นในใจ  หนึ่งในทีมเรดการ์ดจึงพูด ถามพระลูกวัดว่า ทำไมพระเถระจึงยังไม่ตาย  พระรูปนั้นได้ตอบกลับมาว่า

“ พระเถระผู้ชราได้ทนทุกขทรมาน และจะไม่ตาย  ไม่เอาความ แม้ว่าพวกเธอจะกระทำท่านหนักสักเพียงใด 
เพื่อเป็นการให้พรพวกเธอและเพื่อสักวันพวกเธอจะได้กลับใจ ”  


         ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์ให้เห็นเพื่อโปรดสัตว์ผู้ไม่รู้ ให้ได้มีโอกาสกลับใจไม่กล้าที่จะทำบาปอีก  นอกจากนั้นหากท่านมรณภาพด้วย ฝีมือของคนเหล่านี้ จะทำให้ผู้ที่ทำร้ายท่านมีบาปหนักติดตัวไป เพราะได้ฆ่าพระภิกษุผู้ทรงศีล ทรงธรรม  จึงเห็นได้ว่าท่านซุยยวิ๋นเป็นพระเถระผู้มีความเมตตาอย่างไม่มี ประมาณ 

         จะเห็นได้ว่าปัจุบันสังคมไทยเริ่มมีการใช้วาจาจาบจ้วงพระภิกษุ โดยไม่รู้เลยว่าพระเหล่านั้น  ท่านเป็นผู้ทรงศีล  ทรงธรรมขนาดไหน  และด้วย ความเมตตา ท่านจึงนิ่ง ไม่ตอบโต้ และกระทำศาสนกิจของพระภิกษุต่อไป แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ผู้ที่ไม่รู้ว่าผลจากการพูดจาจาบจ้วงพระภิกษุผู้เป็นหนึ่งในพระรัตนตรัย นั้นมีผลร้ายแรงเพียงใด แต่อย่างไรก็ตามก็ยังดีที่ประเทศของพวกเราก้าวยังไปไม่ถึงประเทศที่เป็น คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการเต็มใบ  หรือถ้าถึงวันนั้นจริงๆ พระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร คงต้องฝากไว้กับพุทธบริษัท 4 ทุกคน

อ้างอิงจากบทความวิชาการ Prof.Huimin Bhikksu, An Inquiry into master Xuyun’s experience of long dwelling in samādhi, Chung-Hua Buddhist Journal, Vol22, 45-68.

สามารถรับชมสารคดีรายละเอียดของท่านได้ในยูทูปด้านล่าง
https://www.youtube.com/watch?v=8trXO37lo6A

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วจีกรรมออนไลน์ โทษหนักแบบนึกไม่ถึง

ไปอ่านเจอมา คือไม่นึกว่าวจีกรรมบนโลกออนไลน์จะมีผลกรรมหนักขนาดนี้ บุญ/บาปทางอินเทอร์เน็ต โดยคุณดังตฤณ ถาม – การเขียนข้อความหรือนำเสนอเนื้อหาอะไรผ่านอินเตอร์น็ต โดยใช้นามแฝง ถือเป็นกรรมหรือไม่ ? เพราะไม่มีใครรู้จักชื่อเรา ไม่มีใครเห็นหน้าเรา ไม่มีใครได้ยินเสียงเรา เหมือนเราไม่มีตัวตน ตอบ – ผมเห็นว่าคำถามนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องกรรมได้ลึกซึ้งขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ยังนึกว่าการก่อกรรมเป็นเรื่องที่ต้องโชว์ตัว โชว์เสียง หรืออย่างน้อยก็ต้องมีชื่อแซ่ของเจ้าตัวปรากฏเป็นที่รับรู้เสียก่อน ความเข้าใจดังกล่าวนั้นคลาดเคลื่อนนะครับ กรรมนั้นคือเจตนา ต่อให้คุณนอนคิดร้ายอยู่บนยอดเขา ไม่มีใครเห็น คุณก็ทราบชัดอยู่แก่ใจ และสามารถสำเหนียกรู้สึกได้ว่า ใจคุณดำมืดเพราะโดนเมฆหมอกอกุศลทาบทับแล้ว สำหรับกรรมที่ทำอยู่ในใจจริงๆ มีผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคุณเองคนเดียวนั้น เรียกว่า ‘มโนกรรม’ สำหรับมโนกรรมนั้นจะสำเร็จสมบูรณ์เต็มขั้นในทันที ที่ตั้งใจคิดและมีความยินดีกับความคิดนั้น หากจะพูดว่ามโนกรรมคือกรรมที่ก่อแล้ว ยังไม่ทันส่งผลกระทบดีร้ายกับผู้อื่นก็คงได้ ตัวอย่างเช่น คุณคิดจะด่าเขา แต่ระงับใจไม่ด่า อย่างนั้นก็เป็นเพียงมโนกรรมอันเป็นอกุศล มีผลให้จิตคุณทุกข์ร้อนอยู่คนเดียว ยังไม่เป็นวจีกรรม ยังไม่มีเสียงกระทบหูใครให้ใจเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่หากคลื่นความคิดแรงจนทะลักรั้วกั้น หลุดจากสมองไปกระทบผู้อื่น ไม่ว่าจะทางภาษาพูดหรือภาษาเขียน ทำให้เขาเกิดความเข้าใจว่าคุณคิดอย่างไร ตรงนั้นจัดว่าเป็นวจีกรรมได้หมด พูดง่ายๆ ว่า ‘ภาษา’ นั่นเอง คือเครื่องมือก่อวจีกรรมของมนุษย์ ฉะนั้น คุณจะแอบเขียนอะไรทางอินเตอร์เน็ตโดยใช้นามแฝงเฉพาะกิจ ไม่มีใครอื่นรู้เห็น ไม่มีใครรู้จักเลย แม้เพียงครั้งเดียวก็นับว่าสร้างวจีกรรมไปแล้วหนึ่งครั้ง และกรรมก็จะติดตามคุณเป็นเงาตามตัว ไม่ผิดต่างไปจากกรรมอื่นๆ ที่กระทำโดยเปิดเผยหน้าตาตัวตน เจตนาเกิดขึ้นที่จิตของคุณ กรรมก็เกิดที่จิตของคุณเช่นกัน เพราะกรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าบุคคลคิดแล้วจึงก่อกรรมทางกาย วาจา ใจ อินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเห็นอะไรหลากหลายจริงๆ แม้แต่การทำงานของกรรม อย่างเช่นที่ผมรู้จักหลายๆ คน เห็นกรรมทางวาจาของเขาในเบื้องต้น แล้วได้เห็นพัฒนาการหรือความเสื่อมทรามทางจิตใจในเวลาต่อมา เป็นไปตามวิธีคิดเขียนให้ดีให้ร้ายแก่ผู้อื่น ผู้ก่อความวุ่นวาย นานไปย่อมมีจิตใจที่วุ่นวาย ปั่นป่วนเหมือนพายุ และแสดงแนวโน้มที่จะฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปในเรื่องเหลวไหล พูดจาจับต้นชนปลายไม่ติดมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ก่อกระแสความเยือกเย็น นานไปย่อมมีจิตใจเยือกเย็น สงบราบคาบผาสุก และแสดงแนวโน้มที่จะแน่วนิ่งหนักแน่นในเรื่องเป็นเหตุเป็นผล พูดจามีต้นมีปลายมากขึ้นเรื่อยๆ บอกได้เลยครับว่า วจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น อาจจะให้ผลเร็วและแรงเสียยิ่งกว่าวจีกรรมที่เกิดขึ้นในโลกความเป็นจริงเสียอีก ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร ? เพราะบนอินเตอร์เน็ตอาจมีผู้รับคำพูดของคุณจำนวนมาก ขอให้ลองนึกดู หากคุณพูดเบาๆ ว่า ‘ไอ้โง่’ ก็อาจมีคุณคนเดียวในโลกที่ได้ยินเสียงอกุศลของตัวเอง แต่ถ้าคุณพิมพ์คำว่า ‘ไอ้โง่’ ลงในกระทู้ของเว็บบอร์ดที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมคับคั่ง คุณไม่มีทางปรับให้ดังหรือเบาได้ตามใจชอบได้เลย คุณทำอกุศลกรรมกับคนแบบไม่เลือกหน้าเข้าแล้ว คำด่านั้นอาจทำให้คนนับพันนับหมื่นเกิดความแสลงใจ ความแสลงใจของคนนับไม่ถ้วนนั่นแหละ จะย้อนกลับมาก่อเหตุให้คุณแสลงใจยิ่งกว่าพวกเขาได้ ผมเห็นแล้วนึกเสียดายครับ หลายคนยังเป็นเด็ก และมีความสนุกที่จะขีดเขียนข้อความฝากไว้ในอินเตอร์เน็ตด้วยความคึกคะนอง บางทีไม่รู้ตัวเลยว่าเอาอนาคตมาทิ้งเสียด้วยการสนทนาแบบไร้หน้าไร้เสียงนี่เอง โอกาสก่อกรรมในยุคไอทีของพวกเรานี้ มีได้เป็นร้อยเป็นพันเท่ามากกว่ายุคอื่นครับ กระดิกนิ้วง่ายๆ ไม่กี่ที ผล (กรรม) อาจใหญ่หลวงยิ่งกว่า พยายามพูดในห้องประชุมใหญ่หลายๆ อาทิตย์เสียอีก หากจิตตั้งไว้ดีแล้วก็สบายตัวไป แต่หากจิตยังตั้งไว้ในมุมมืด อย่างนั้นก็คงน่าเป็นห่วงหน่อยล่ะ

ว่าด้วยเรื่องของมาร ๕ ฝูง

ในชีวิตของคนเรา อาจเคยเจอะเจอมารผจญกันมาบ้าง แต่ก็เชื่อว่ายังไม่ครบทั้ง 5 ฝูงแน่ๆเลยค่ะ เว้นมัจจุมารไว้สักฝูงนึงก่อนนะคะ แล้วมารฝูงที่เหลือ เพื่อนสมาชิกเวลาต้องประสบพบเจอมาร ใช้อะไรเป็นตัวช่วยให้เราพ้นวิกฤตมารผจญในตอนนั้นคะ งานหลักของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการสั่งสมบุญบารมี ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ พ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ที่คอยบังคับบัญชาให้เราต้องคิดผิด พูดผิด และทำผิด หลงวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกล ตราบใดที่เรายังเอาชนะกิเลสในตัวไม่ได้ ก็ยังชื่อว่าตกอยู่ในความประมาท ยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของหมู่มารทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกิเลสมาร ขันธมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร

การที่เราฝึกฝนใจให้หยุดนิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจะทำตนให้หลุดพ้นจากมารร้ายต่างๆ เหล่านี้ แล้วมุ่งไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คืออายตนนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ พระกาติยานเถระ กล่าวธรรมภาษิตไว้ใน ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ว่า "ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลมได้ เหมือนเถาวัลย์ที่เหี่ยวแห้งไป ฉันใด ท่านก็จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น แล้วกำจัดมาร ผู้มีโคตรเสมอด้วยพระอินทร์ฉันนั้นเถิด เมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย จะเป็นผู้มีความเย็น รอคอยเวลานิพพานในอัตภาพนี้ทีเดียว"

 มาร คือผู้ขวางความดี ขัดขวางหนทางของการสร้างบารมี คอยล้างผลาญทำลายความดีของมนุษย์ แล้วชักนำให้คนกระทำในสิ่งที่เป็นบาปอกุศล พอกพูนอาสวกิเลสให้หนาแน่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ขวางกั้นไว้ไม่ให้ทำความดีได้เต็มที่ ทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏได้ยาก ในศาสนาต่างๆ มีการเรียกชื่อและให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องมารเอาไว้มากมาย ในทางพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ว่า มีอยู่ ๕ ประเภทด้วยกันคือ ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ขันธ์ ๕ ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ได้ชื่อว่าเป็นมารร้ายทีเดียว เพราะบางครั้งก็ทำความลำบากให้กับเรา เช่น เมื่อตัวร้อนเป็นไข้ ปวดหลัง ปวดท้อง ปวดฟัน และโรคต่างๆ สารพัด แทนที่เราจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่นี้ไปกับการสั่งสมความดีให้เต็มที่ ก็ต้องเสียเวลาไปกับการเยียวยารักษาบริหารขันธ์ กิเลสมาร